หรือให้ระวังไปก่อนว่า ร่างไหนก็ตามที่จะให้ประชาชนเข้าคูหาเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.) ทางตรง ( คนได้รับเลือกเป็น ส.ส.ร.) กับทางอ้อม ( ให้สภาคัดคนอีกที ) ก็เสี่ยงต่อการถูกตีความว่า ขัดคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ

ถึงจะอ้างว่า เลือกทางอ้อม แต่มันก็มีคนได้ที่หนึ่ง ที่สอง ที่ประชาชนเลือก จะมาควบคุมการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภาอีกขั้นหนึ่ง นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ดูแลการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เลยให้การเลือก ส.ส.ร.มาจากรัฐสภาทั้งหมด ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคภูมิใจไทยที่เสนอ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ  มีสมาชิกจำนวน 100 คน แบ่งเป็นสองประเภท คือ  ประเภทที่ 1.  ส.ส.ร. ที่มาจากจังหวัดต่างๆ จังหวัดละ 1 คน ประเภทที่ 2. ส.ส.ร. ที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ประสบการณ์ต่างๆ เช่น ด้านกฎหมายมหาชน ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน 23 คน  

 กกต.รับสมัคร ส.ส.ร.ทั้งสองประเภท จะให้ สส.สว. เลือก โดยให้มีบัญชีสำรองจากคนที่คะแนนรองลงมาอีก 3 คน ทั้งแบบ ส.ส.ร. จังหวัด และ ส.ส.ร. ผู้เชี่ยวชาญ รวมแล้วจะมี ส.ส.ร. สำรองทั้งหมด 300 คน ยกเว้นกรณีมีผู้สมัคร ส.ส.ร. น้อยกว่าจำนวนที่กำหนด  ใน ส.ส.ร. จะมีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) 2 ชุด คือ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ  มี กมธ.จำนวนไม่เกิน 45 คน  กมธ.ยกร่าง จะประกอบไปด้วย ส.ส.ร. จำนวน 2 ใน 3 (หรือประมาณ 30 คน) และ ส.ส.ร. สำรองที่เชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์ในการทำหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ที่ประธาน .สส.ร. กำหนดอีก 1 ใน 3 หรือ 15 คน

 กมธ.เพื่อรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน นำไปใช้ยกร่างรัฐธรรมนูญตามความเห็นชอบของ ส.ส.ร. กำหนดให้มีจำนวนกรรมาธิการไม่เกิน 45 คน ประกอบด้วย  ส.ส.ร. 1 ส่วน ส.ส.ร. สำรอง 1 ส่วน และบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็น ส.ส.ร. หรือ ส.ส.ร. สำรอง ตามหลักเกณฑ์ที่ประธาน ส.ส.ร. กำหนดอีก 1 ส่วน 

เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว  จะต้องมีเสียงเห็นชอบจาก สว. อย่างน้อย 1 ใน 4 หรือ 50 จาก 200 คน ( ร่างของภูมิใจไทยชัดเจนว่า ให้ใช้เสียง สว.ด้วย ) และต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากพรรคที่ไม่มีรัฐมนตรี ประธาน และรองประธานสภาอย่างน้อย 20% ด้วย นั่นคือพรรคอื่นนอกจากภูมิใจไทยและเพื่อไทย   

เมื่อ ส.ส.ร. จัดทำร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะส่งไม้ต่อให้รัฐสภาพิจารณาเพียงวาระเดียว โดยที่รัฐสภามีอำนาจเสนอแก้ไขในรายละเอียดแต่ละมาตราได้ และ ส.ส.ร. มีสิทธิที่จะยืนยันร่างได้หากเห็นไม่ตรงกับรัฐสภา  เมื่อรัฐสภาเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ให้ชะลอไว้สามวัน ก่อนจะส่งให้ กกต. ภายในอีกเจ็ดวันต่อมาเพื่อเตรียมจัดการออกเสียงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  

โดยรวมแล้วกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นับตั้งแต่รัฐสภาเห็นชอบญัตติการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จนถึงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ จะใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 1 ปี 6 เดือน รวมเวลาทำประชามติไปด้วยก็ตีกลมๆ เป็นสองปี ภูมิใจไทยยืนยันว่า ยึดโยงกับประชาชนแน่นอน “ในร่างของภูมิใจไทย อำนาจประชาชนมี 3 ครั้ง ครั้งแรกการประชามติขออนุญาตจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ครั้งที่ 2  คือ มี ส.ส.ร. ก็ต้องขอแก้มาตรา 256  เป็นฉบับระหว่างกลาง และก็ต้องไปขออนุญาตประชาชนอีก เท่ากับประชาชนมีอำนาจเต็ม เสร็จแล้วเมื่อผ่านก็ทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ ก็ถามประชาชนอีก เท่ากับประชาชนเกี่ยวข้อง 3 ครั้ง ถือว่ามีการเกี่ยวพันธ์กับประชาชนอยู่แล้ว”

แนวโน้ม สส.ภูมิใจไทย จะออกเสียงโหวตแค่ร่างเดียว นายนิกรกล่าวว่า “ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับการยื่น 2 ร่าง เพราะเราต้องรู้ตัวเองว่ามีความเห็นอย่างไร ไม่ใช่ว่ามีความเห็นร่างนี้แล้วก็ไปมีความเห็นกับอีกร่าง แม้ไม่เขียนห้ามแต่เจตนารมณ์ไม่ควรเป็นแบบนั้น เราไม่ใช่ระบบศรีธนญชัย มันเป็นการกึ่งยิง กึ่งผ่าน ยิงก็ยิงเลย ไม่ยิงก็ไม่ยิงเลย เราทำทุกอย่างให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 เพื่อไม่ให้เกิดการร้อง เพราะถ้ามีการยื่นเรื่องนี้ไปจะมีการร้องแน่นอนและศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งสต๊อป ยุ่งยากอีก ทำให้ช้าลง” สว.คงเอาตามภูมิใจไทย เพราะร่างให้อำนาจ สว.

เมื่อร่างน่าจะมาจากภูมิใจไทยชัวร์ ทีนี้ ก็มาทายกันเล่นๆ ว่า ผู้ร่างมาจากไหน เมื่อ สส.,สว.เลือก ส.ส.ร.ได้ ก็คนของสีน้ำเงินเข้ามาเยอะ โดยเฉพาะจังหวัดที่มีฐานเสียง ของพรรคน้ำเงินอยู่ใต้ อีสานล่าง ภาคกลางตอนบน ส่วนภาคตะวันออกนั้นเป็นภาคที่เสียงสวิงได้ง่าย ไม่อยากนับเป็นฐานเสียงพรรคภูมิใจไทย .. ให้รัฐสภาเลือก ก็ให้จับตาดูว่า มี สส. สอบตกของพรรคน้ำเงิน หรือเครือข่ายข้าราชการ เข้ามาสมัครหรือไม่ ทั้งจังหวัดที่ชนะและไม่ชนะเลือกตั้งนั่นแหละ…ถ้ามีเข้ามา ก็ต่อสู้ด้วยวาทะกันอีกว่า ส.ส.ร.สีน้ำเงิน ส่วนเครือข่ายนักวิชาการ คิดว่า คอการเมืองคงเล็งๆ ไว้บ้างแล้ว ว่าคนไหนที่ออกมาให้ความเห็นเป็นคุณกับรัฐบาลบ่อยๆ ก็มีโอกาสจะเข้ามา

ต่อมา เนื้อหา“น่าจะ”เป็นอย่างไร อันดับแรกคือ ไม่แก้หมวดหนึ่งหมวดสอง ก่อนหน้านี้ไม่นาน เห็น “อ.ป๊อก”ปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า ประกาศแนวคิดหนุนให้ยกเลิกองคมนตรี ก็ไปแก้หมวดสองเต็มๆ แต่ทางรัฐบาล+สว. และประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยคงไม่เห็นด้วยกับการไปก้าวล่วงพระราชอำนาจ 

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เอาจริงเป็นวาระนักการเมืองเสียเยอะ เริ่มตั้งแต่ระบบการเลือกตั้ง  ความต้องการของผู้เรียกร้องแก้รัฐธรรมนูญคือสกัดการย้ายพรรค แต่ปัญหาคือ “ถ้ามีกระบวนการชักใยการเขียน จะเขียนให้ สส.ย้ายพรรคยากจริงหรือ”แบบว่า เผื่อใช้พลังดูด.. โดยออกแบบไว้ในหมวดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ ส่วนเรื่องการเลือกตั้ง สส.อยากได้เขตเดียวเบอร์เดียวกัน อันนี้เป็นความต้องการร่วมของทุกฝ่าย แต่น่าจะอยู่ในกฎหมายลูกซะมากกว่า

ต่อมา เรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลทางการเมือง ฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้มีระบบถ่วงดุลองค์กรตรวจสอบอีกที และให้ถอดถอนองค์กรอิสระได้ง่ายขึ้น  และมีประเด็นที่น่าสนใจว่า จะชูขึ้นมาหรือไม่ คือ ทำอย่างไรให้การตรวจสอบถอดถอนนักการเมืองยากขึ้น โดยยกคำว่า “เพื่อให้การเมืองเข้มแข็ง”ขึ้นบังหน้า อาจเพิ่มเงื่อนไขให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือการยื่นถอดถอนนายกฯ ยากขึ้นก็ได้ แต่เชื่อเถอะว่า ไม่ว่าจะเขียนหลักการมาอย่างไร นักการเมืองดิ้นหาทางออกได้

ว่าแต่ ตอนนี้มีใครอธิบายบ้างหรือยังว่า ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ “มีบทบัญญัติโดยตรง”ที่เป็นวาระเกี่ยวกับปากท้องประชาชนคืออะไรบ้าง ไม่เอาโดยอ้อม ที่ว่าการเมืองเข้มแข็งนำมาซึ่งเศรษฐกิจดีนะ .  

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่