ปัญหาคือมีม็อบ กปปส. ที่ดักถ่วงรัฐบาลรักษาการไม่ให้ขยับตัวทำอะไรได้ จะจัดเลือกตั้งใหม่ก็ขวาง นายกฯ โดนปลดด้วยคำสั่งศาลไปแล้วก็จะเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ซึ่งไม่รู้จะทำอย่างไร เอาอำนาจกฎหมายฉบับไหนมาทำ ถามพวกอีตัวต้นเรื่องคือ กปปส.ก็ตอบไม่ได้ จะให้ปฏิรูปอย่างไร บอกแค่ว่า ให้ชนะก่อน แล้วสภาพของชัยชนะนี่เป็นอย่างไร กปปส.ได้ปกครองแผ่นดินโดยไมต้องเลือกตั้งหรือ
พอทุกอย่างติดล็อค กองทัพก็เลยเข้ามาจัดการ พร้อมเพลง “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา” ซึ่งก็ไม่รู้ว่า “แผ่นดินที่งดงาม”ที่ว่าเป็นอย่างไร เพราะการตั้ง ครม.ในรัฐบาล คสช.เกิดข้อครหาเรื่องต่างตอบแทนทหารแก่ คนใกล้ชิด 3 ป.ได้เก้าอี้ ยื้อเวลายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ฉบับแรกคว่ำไป นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งเคยเป็นประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญบอกว่า “เขาอยากอยู่ยาว” มีการตั้งสภาปฏิรูปขึ้นมาแบบว่า เมื่อมาถึงวันนี้ก็ไม่รู้ว่าตั้งมา ประชุมกันมา ได้อะไรบ้าง นอกจากทำข้อเสนอมา แล้วก็หาย
รัฐธรรมนูญที่ยกร่าง ก็กลายเป็นข้อจำกัดติดขัด โดยเฉพาะเรื่องการคานอำนาจองค์กรอิสระ ที่ทำได้ยากหรือแทบไม่มี เกิดเสียงวิจารณ์ขรมว่า บางองค์กรใช้อำนาจวินิจฉัยเหาะเหินเกินลงกาหรือเปล่า ? จนมาวันที่ 22 พ.ค.2569 “หัวหน้าเท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ( ปชน.) ผู้นำฝ่ายค้านในสภา ได้สถาปนาวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน ขึ้นมา” บอกว่า แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยจะไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. อีกแล้ว แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และระบอบนี้กำลังกัดกินอนาคตของสังคมไทย
ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมืองและระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อำนาจของชนชั้นนำที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อยู่เหนือกว่าอำนาจที่มาจากประชาชน ….ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา พร้อมจะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนพวกเขาไม่ได้ แต่ไม่มีระบอบใดจะห้ามความคิดของประชาชนให้หวังถึงอนาคตที่ดีกว่าได้ ประตูบานแรกที่จะออกจากระบอบสีน้ำเงิน คือการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง
“ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ว่า เป็นเรื่องใหม่หรือไม่ ?? ตอบว่า ก็ไม่ได้ใหม่ คนไทยคงคุ้นชินกับวาทกรรมประณามขั้วตรงข้ามทางการเมืองมาตั้งแต่คำว่า “ระบอบทักษิณ” ซึ่งว่าไป ณ ขณะนั้นก็มีผู้อธิบายว่า มันเป็นการเมืองแบบกินรวบ เอื้อพวกพ้อง แต่งตั้งคนของตัวเองกินตำแหน่งระดับสูง ตำแหน่งที่ให้คุณให้โทษได้ แทรกแซงองค์กรอิสระ .. ขณะนั้น “ระบอบทักษิณ” ถูกวิจารณ์ว่า กินรวบองค์กรอิสระแบบไม่ต้องกวาดทั้งองค์กร แค่กุมเสียงข้างมากให้ได้
ระบอบสีน้ำเงิน เกิดขึ้นครั้งแรกจากวาทะ “มันจบแล้วครับนาย”
หลังรัฐประหาร มีความพยายามจะจัดการกับพรรคที่เป็นเครือข่ายของอดีตนายกฯ แม้ว ทักษิณ ชินวัตร มีการสร้างภาพความเป็นปีศาจทางการเมือง แม้ว่า พรรคเหล่านั้นจะมาจากการเลือกตั้ง ทั้งพรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย ใช้สิ่งที่คนสมัยนั้น ( พูดเหมือนนานนม จริงๆ ไม่กี่ปีก่อนเอง ) เรียกว่า“ตุลาการภิวัฒน์” เข้ามาจัดการ ..ถ้าเป็นสมัยนี้เขาเรียกนิติสงคราม แต่อย่างเดียวกันแหละ .. คือเป็นอำนาจที่ได้รับการยอมรับ ( มีอำนาจตามกฎหมาย ว่างั้น ) เข้ามาจัดการ
ต่อมา มีดีลที่คนเกิดทันต้องรู้ว่า ใครดีล หลังยุบพรรคพลังประชาชน ตัดสิทธิ์นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ณ ขณะนั้น อยู่ๆ กลุ่มเพื่อนเนวิน ก็ตีตัวออกหากกลุ่มทักษิณ และไปตั้งพรรคภูมิใจไทย และมีดีลให้ย้ายเสียงไปสนับสนุน “หัวหน้ามาร์ค”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกฯ แทนตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ( ในขณะนั้น ว่ากันว่า เตรียมชื่อ พล.อ.ประชา พรหมนอก อดีตอธิบดีกรมตำรวจจะเป็นนายกฯ แทน ) ก็ไม่ค่อยอยากรื้อฟื้น แต่ตอนเนวินนั่งแถลงข่าวน้ำตาคลอที่โรงแรมสยามซิตี้ 7 เม.ย.52 นั้น หลายคนคงจำกันได้ว่า พูดอะไรบ้าง คนตอนนั้นเขาไม่อยากวิจารณ์เยอะ..
การดีลครั้งนั้น ทำให้พรรคภูมิใจไทยมาปุ๊บใหญ่ทันที เพราะได้กระทรวงเกรดเอไปคุม ทั้งมหาดไทย ( ซึ่งเป็นกระทรวงสำคัญในการทำฐานเสียง เพราะคุมหน่วยงานด้านปกครอง ) คมนาคม ( งบประมาณมาก โครงการเพียบ ) พาณิชย์ กลายเป็นพรรคที่มีบทบาททางการเมืองสูง อาจด้อยลงไปบ้างในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร.. แต่เหมือนกับทางพรรคเรียนรู้มาจากอดีตนายกฯ แม้วหมดแล้วว่า “การเป็นใหญ่ต้องคุมหรือสมยอมกับอำนาจอะไรได้บ้าง” และรู้ว่า จำนวน สส.สำคัญต่ออำนาจต่อรอง สมัยพรรคไทยรักไทยเฟื่องๆ บีบพรรคร่วมรัฐบาลให้ยุบมาเป็นไทยรักไทยพรรคเดียว
ว่ากันว่า เพราะรู้ทรงของการต้องคุมอำนาจ… ทำให้เมื่อครั้งที่จะเลือก สว. เมื่อกลุ่มก้อนที่สนับสนุนพรรคส้ม เริ่มส่งเสียงแนะนำตัว เตรียมพร้อมทำความรู้จักลงคะแนนให้กันเข้าไปนั่งในสภาสูง ทำให้“บางคนในภูมิใจไทย” ต้องเดินเกมสกัดอย่าให้เกิด เพราะตามรัฐธรรมนูญ สว.เลือกองค์กรอิสระได้ เสียง สว.จึงสำคัญ ผลที่ออกมาคือการเลือก สว.ที่ไม่รู้จัดกันอีท่าไหนที่หลายคนเป็นประเภทโนเนม ไม่มีผลงานในสายอาชีพหรือกลุ่มที่แบ่งไว้ คนบุรีรัมย์เยอะสุด
ต่อมา เมื่อ “นายกฯอิ๊งค์”แพทองธาร ชินวัตร แพ้ภัยคลิปเสียงอังเคิล ข่าวว่า “นายกฯหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล ไปขอเสียงสนับสนุนจากพรรคส้มถึงตึกไทยซัมมิท ขนาดที่ว่าทั้งลูกพรรค ทั้งกองเชียร์ค้านกันน้ำลายฟูมปาก แต่สุดท้ายพรรคก็มีมติให้ไปหนุนอนุทินเป็นนายกฯ โดยอ้างว่า เพื่อผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งคนที่มองอยู่ เขาก็คิดว่า ภูมิใจไทยผ่านให้ได้ แต่ไม่ล็อบบี้ สว.ให้หรอก ใครมันจะยอมรับว่า ตัวเองมีอำนาจเหนืออีกสภา ปลุกม็อบมาขับไล่ชัดๆ
สิ่งที่กองเชียร์ แฟนคลับส้มถาม คือ “ใครเป็นโปลิตบูโรอยู่เบื้องหลังการล็อบบี้หัวหน้าเท้งหรือไม่ ??” อันนี้ก็คิดว่า เมื่อถึงเวลา มันจะมีคำตอบมาเอง… แต่กลายเป็นรอยบาปไปแล้วว่า พรรคส้มนี่แหละคือผู้สถาปนาระบอบสีน้ำเงิน ..
ภูมิใจไทย“ดูหน้างานเป็น” ส่วนหนึ่ง ..“มากับดวง”ด้วยส่วนหนึ่ง เพราะในช่วงนั้นเกิดกระแสชาตินิยมไทย-เขมร ปรากฏว่า พรรคเลือกใช้รัฐมนตรีต่างประเทศถูกคน การฟาดเขมรในเวทีโลกดึงคะแนนนิยมขึ้นพรวด เหมือนกับเลยตามเลยให้ใช้คนนอกพรรค 3 คนช่วยแบก แทนพวกคนจากพรรคการเมือง ตัดเสียงยี้ได้พอสมควร .. พอเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยใช้วิธีช้อนบ้านใหญ่มาอยู่กับตัว ซึ่งจังหวะพอดีกับที่พรรคพลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเกิดมาจากตัวใหญ่ๆ ของ คสช.กำลังเสื่อมความนิยม การดึงบ้านใหญ่จึงไม่ยาก ..เรียกว่า ดวงดี จังหวะดี ถึงได้ สส.เกือบ 200 คน
แก้รัฐธรรมนูญ แก้ปัญหาระบอบสีน้ำเงินได้หรือไม่ ? ตอบโลกไม่สวย คิดว่า ถ้าเชื่อว่า เขาฮั้ว สว.ได้ คิดว่า จะฮั้วคณะยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้หรือ ?? ยิ่งมีเสียงข้างมากในสภาด้วย หรือยกร่างรัฐธรรมนูญมาเสร็จแล้ว ใช้แล้วก็ตาม คิดว่า กฎหมายจะทันความฉลาดแกมโกงของคนได้หรือ ?? รัฐธรรมนูญ 40 ที่ว่าดีที่สุด ทำให้การเมืองเข้มแข็งยังพังมาแล้ว
ว่าไป ไม่เกี่ยวกับเรื่องระบอบอะไร ชื่อใคร สีอะไรหรอก มันเป็นธรรมชาติวิสัยที่ใครมีอำนาจ ต้องเรียนรู้ ปรับตัว ให้อำนาจอยู่กับเราให้นานที่สุด ที่สำคัญคือรู้วิธีใช้กติกามาพลิกเป็นแต้มต่อให้ตัวเองได้.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



