เห็ดหูหนู ดอกเห็ดมีขนาด 1-13 ซม. พบได้ในเอเชีย ยุโรป อเมริกา เกือบทั่วโลก เกิดตามซากไม้หรือขอนไม้เนื้อแข็งที่ตายแล้ว เช่น Sambucus ต้นเบิร์ชและเกิดได้ตลอดทั้งปีหากได้รับความชื้น ผิวด้านนอกค่อนข้างละเอียดมีสีเหลืองน้ำตาล น้ำตาลแดง มีสีเทาด้านหลัง มีรูปทรงคล้ายหูหรือทรงถ้วย เหนียว นุ่ม ไม่มีรส เนื้อด้านในมีลักษณะเป็นวุ้น เหนียวยืดหยุ่นได้ มีสีน้ำตาลแดง เมื่อแห้งจะหดตัวลงและจะฟื้นคืนชีพเมื่อได้รับความชุ่มชื้น มีขาสั้นหรือไม่มีเลย มีสปอร์สีขาว สีเหลืองครีม บางครั้งจะเห็นสปอร์สีขาวเป็นก้อนด้านล่างหมวกเห็ด

เห็ดหูหนูเป็นวัตถุดิบพื้นบ้านที่ไม่ธรรมดา ทั้งอร่อย เคี้ยวเพลิน และมีคุณค่าทางโภชนาการที่น่าทึ่ง  เพราะมี เห็ดหูหนูทั้งดำและขาวมีใยอาหารในปริมาณสูง ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ป้องกันอาการท้องผูก และสนับสนุนการทำงานของลำไส้ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องระบบย่อยอาหารหรือท้องอืดบ่อย ๆ เสริมระบบไหลเวียนโลหิต สารสำคัญในเห็ดหูหนูอย่างโพลีแซ็กคาไรด์ และเบต้ากลูแคน มีคุณสมบัติช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) และเพิ่มไขมันดี (HDL) จึงส่งผลให้เลือดไหลเวียนได้ดี ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตันหรือโรคหัวใจ

ต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกันเห็ดหูหนูมีสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ ที่มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกาย ป้องกันการติดเชื้อและเสื่อมสภาพของเซลล์  ด้วยพลังงานต่ำ ไขมันแทบไม่มี แต่มีไฟเบอร์สูง ทำให้รู้สึกอิ่มนาน เห็ดหูหนูจึงเหมาะมากกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือมองหาแหล่งอาหารที่ไม่เพิ่มแคลอรี ในเห็ดหูหนูมีสารอาหารอย่างเบต้าแคโรทีน วิตามิน B และกรดอะมิโนบางชนิด ที่มีบทบาทในการฟื้นฟูเซลล์ผิว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น แลดูสุขภาพดีจากภายในอย่างเป็นธรรมชาติ

ข้อควรระวังในการบริโภคเห็ดหูหนูไม่ควรกินดิบ เพราะอาจมีแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ ควรล้างให้สะอาด โดยเฉพาะเห็ดแห้ง ควรแช่น้ำและเปลี่ยนน้ำอย่างน้อย 2 ครั้ง ผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภคเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการอุ่นซ้ำหลายครั้ง เพราะอาจทำให้เกิดสารที่ไม่พึงประสงค์ หากมีกลิ่นหรือเนื้อผิดปกติ ไม่ควรนำมาปรุง