ลูกตาล ผลมีลักษณะกลมหรือทรงกระบอกสั้นๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 ซม. เปลือกนอกเป็นเส้นใยแข็ง เป็นมัน มักมีสีเขียวเข้ม สีเหลืองอมดำ หรือดำคล้ำ เมื่อผลแก่จัดหัวจุก ด้านบนของผลจะมีส่วนที่เรียกว่า หัวจุกลูกตาล  ซึ่งเป็นส่วนที่เจริญมาจากดอกเมล็ด  ภายในผลหนึ่งๆ จะมีเมล็ดแข็ง (ที่เรียกว่า กะลาตาล) ประมาณ 1 – 4 เมล็ด ซึ่งภายในเมล็ดนี้เองจะมีเนื้อลูกตาลที่เรานำมารับประทาน   ลักษณะเนื้อลูกตาล  เนื้อในมีสีขาวขุ่นหรือขาวนวล สัมผัสนุ่มเด้ง ฉ่ำน้ำ และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ มักนิยมนำมาเชื่อม ทำลอนตาลลอยแก้ว หรือกินสด ตาลแก่ ตาลสุก เปลือกผลจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือเหลืองเข้ม เนื้อในจะเปลี่ยนเป็นเส้นใยสีเหลืองทอง มีความนิ่มเละ รสหวานและมีกลิ่นหอมแรง นิยมนำเนื้อสีเหลืองไปเป็นส่วนผสมทำขนมหวาน เช่น ขนมตาล

สำหรับระโยชน์และ สรรพคุณของ ลูกตาล มีคาร์โบไฮเดรต กินแล้วให้พลังงาน ไฟเบอร์ค่อนข้างเยอะ ทำให้อิ่มนาน ช่วยขับถ่ายที่ดี มีแคลเซียม ที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง มีฤทธิ์เย็น ช่วยลดความร้อนในร่างกาย แก้กระหายน้ำช่วยละลายเสมหะในลำคอ บรรเทาอาการไอเรื้อรัง

จาวตาลมีฟอสฟอรัสสูง จึงช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรงได้ รากนำมาต้มกับน้ำดื่ม แก้อาการร้อนใน กระหายน้ำกาบหรือก้านใบสดนำมาอังไฟบีบเอาแต่น้ำใช้อมรักษาอาการปากเปื่อยได้ รากต้มกับน้ำดื่ม ช่วยขับเลือดได้ รากตาลหรืองวงตาลนำมาต้มกับน้ำดื่ม ช่วยขับพยาธิได้ ใบตาลช่วยแก้อาการกระสับกระส่ายของสตรีหลังคลอดบุตร เปลือกตาลหรือกะลาตาล นำมาทำเป็นยาลดกรด แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ

โทษของและผลข้างเคียงที่ควรระวัง เนื่องจากลูกตาลมีฤทธิ์เย็นเกินไป อาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย หรือถ่ายเหลว โดยเฉพาะผู้ที่ระบบย่อยไม่แข็งแรงหรือเป็นคนธาตุอ่อน น้ำเชื่อมหวานจัด ในเมนูลูกตาลแช่น้ำเชื่อมหรือขนมหวาน อาจให้พลังงานและน้ำตาลสูงเกินไป เสี่ยงต่อผู้ที่ควบคุมน้ำหนักหรือมีภาวะเบาหวาน ท้องอืด-แน่นท้อง หากรับประทานในปริมาณมาก ใยอาหารและน้ำตาลธรรมชาติในลูกตาลอาจทำให้ระบบย่อยทำงานหนัก

ควรกินในปริมาณพอเหมาะ ไม่เกิน 2–3 ผลต่อครั้ง เพื่อไม่ให้รับน้ำตาลและพลังงานมากเกินไป เลี่ยงน้ำเชื่อมหวานจัด หากทำขนมลูกตาล ควรลดปริมาณน้ำตาล หรือเลือกทำสูตรหวานน้อยเลือกลูกตาลสดใหม่ หลีกเลี่ยงลูกตาลหมัก หรือเก็บไว้นาน ซึ่งอาจมีเชื้อโรคสะสม ทำความสะอาดก่อนบริโภค ไม่ว่าจะเป็นลูกตาลสดหรือจากตลาด ควรล้างด้วยน้ำสะอาดก่อนนำมารับประทาน