ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาไปเรียบร้อย หลังจากสังคมรอคอยมานาน แม้กระทั่งในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็ไม่สามารถผลักดันออกมาได้ แต่ในที่สุดก็เริ่มใกล้เห็นความสำเร็จ กระบวนการออกกฎหมายล้างผิดทางการเมือง ที่ใครมักเรียกว่า “นิรโทษกรรม” หรือถูกเรียกชื่ออย่างเป็นทางการ “พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข” ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาสูงที่ถูกครอบคลุมโดย “สว.สีน้ำเงิน” ด้วยคะแนน 103 ต่อ 3 งดออกเสียง 22 เสียง จากนั้นจะส่งกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้งว่า จะเห็นชอบกับเนื้อหาที่ สว.แก้ไขหรือไม่

สำหรับ พ.ร.บ.ดังกล่าว มีจำนวนทั้งสิ้น 13 มาตรา มีสาระสำคัญคือ การนิรโทษกรรมคดีที่มีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 ยกเว้นความผิด 3 มูลฐานที่ไม่อยู่ในเงื่อนไขได้รับนิรโทษกรรมคือ 1.ความผิดคดีทุจริต 2.ความผิดมาตรา 112 3.ความผิดที่ทำให้บุคคลอื่นเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัส ทั้งนี้กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ วุฒิสภา มีการแก้ไขมาตรา 11 จากเดิมที่กำหนดให้ผู้กระทำความผิดอายุไม่ถึง 18 ปี ได้รับการพิจารณายุติการดำเนินคดี แก้ไขใหม่โดยเพิ่มเติมวรรคสองว่าไม่ให้ใช้บังคับกับการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
นอกจากนี้ในระหว่างพิจารณากฎหมาย “น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์” สว. อภิปรายตั้งข้อสังเกตความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสส.และพ.ร.บ.การได้มาซึ่ง สว. ที่อยู่ในบัญชีแนบท้ายร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข อาจทำให้เกิดผลพวงนิรโทษกรรมคดีเลือกตั้ง สส. และคดีฮั้วเลือก สว.หรือไม่ โดยนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ในฐานะเลขานุการ กมธ.วิสามัญฯ ชี้แจงว่า บัญชีแนบท้ายพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มีกฎหมายรวม 29 ฉบับ กมธ.ไม่ได้แก้ไขเนื้อหาที่ส่งมาจากสภาผู้แทนราษฎร มีเพียงการจัดเรียงลำดับศักดิ์ของกฎหมายใหม่เท่านั้น ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมคดีเลือกตั้ง สส. และคดีฮั้วเลือก สว. เราไม่นิรโทษกรรมตัวเอง
คำถามคือ เมื่อย้อนกลับมาที่สภา จะมีความเห็นอย่างไร หลังมีการแก้ไขมาตรา 112 จากเดิมที่กำหนดให้ผู้กระทำความผิดอายุไม่ถึง 18 ปี ได้รับการพิจารณายุติการดำเนินคดี แก้ไขใหม่โดยเพิ่มเติมวรรคสองว่าไม่ให้ใช้บังคับกับการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งก่อนหน้านั้น “สส.พรรคประชาชน” เคยเสนอให้รวมมาตรา 112 ไว้ด้วย

ด้าน “นายนิกร จำนง” รองประธานวิปรัฐบาล ในฐานะอดีต กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ว่า ภายหลังจากที่วุฒิสภากลั่นกรองเสร็จสิ้นแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ ส่งร่างกฎหมายกลับคืนมายังสภา ซึ่งหลักการที่มีการแก้ไขในชั้นวุฒิสภานั้น ยังคงเป็นไปตามแนวทางของร่างเดิมที่เสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และสภาให้ความเห็นชอบไว้ ไม่มีการนิรโทษกรรมให้ ประกอบด้วย 1.การกระทำความผิดในฐานทุจริตประพฤติมิชอบ 2.การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 3.การกระทำความผิดที่ส่งผลให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือความผิดต่อส่วนตัว กฎหมายจะมุ่งเน้นนิรโทษกรรมเฉพาะการกระทำที่มีแรงจูงใจทางการเมืองเท่านั้น
นายนิกร กล่าวย้ำว่า ไม่มีความผิดตามมาตรา 112 และความผิดที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตปรากฏในบัญชีแนบท้ายอย่างแน่นอน สำหรับกระแสข่าวเรื่องการนิรโทษกรรมคดีโกงเลือกตั้ง หรือคดี “ฮั้ว” นั้น ยืนยันว่า จะไม่มีการนิรโทษกรรมให้กับการกระทำความผิดทุจริตเลือกตั้ง การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม ส่วนที่จะได้รับการนิรโทษกรรมคือความผิดลหุโทษ เกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้ง เช่น การชุมนุมประท้วงไม่พอใจการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้วเกิดการกระทบกระทั่งกันเท่านั้น
นายนิกร กล่าวอีกว่า ในส่วนของกรอบเวลาการพิจารณา คาดว่าวุฒิสภาจะส่งร่างกฎหมายกลับมาถึงสภาภายในวันนี้หรือวันที่ 2 ก.ค. ซึ่งจะทันเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมสภา ในสัปดาห์สุดท้ายของสมัยประชุมนี้ โดยในวันจันทร์จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมวิปรัฐบาล เพื่อพิจารณา ซึ่งสภาควรมีมติเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขมาทันที โดยไม่ต้องตั้งคณะ กมธ.ร่วมกันของสองสภาให้เสียเวลาอีก เนื่องจากประเด็นที่แก้ไข เป็นเพียงถ้อยคำและเทคนิคทางกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องที่เป็นสาระสำคัญ
“กฎหมายฉบับนี้เราพยายามผลักดันกันมานานกว่า 20 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2548 ยืดเยื้อยาวนานจนประชาชนพูดกันจนเบื่อแล้ว ดังนั้นหากสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบตามวุฒิสภา เรื่องนี้จะได้จบสิ้นกระบวนความ และเข้าสู่ขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ตามขั้นตอนต่อไป เพื่อปิดฉากปัญหาความขัดแย้งที่ยาวนานเสียที” นายนิกร กล่าว

ด้าน “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส. ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งไม่มีการนิรโทษกรรมคดี 112 ว่า จะหารือในที่ประชุมพรรคฝ่ายค้านในสัปดาห์หน้า ซึ่งพรรค ปชน.ไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขบางประการของร่าง พ.ร.บ.ที่ผ่านสภา เป็นร่างที่เลือกปฏิบัติกับทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองที่ผ่านมา เข้าใจว่าที่ สว. แก้ไขนั้น อาจทำให้เป็นการเลือกปฏิบัติมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ หรือเปิดกว้างน้อยกว่าเดิม ส่วนที่พรรค ภท. ยืนยันร่างกลับไปนั้นก็เป็นเรื่องของพรรค ภท. ขอย้ำขีดเส้นใต้ 100 ครั้ง ว่าจุดยืนของพรรค การนิรโทษกรรมต้องไม่รวมถึงคดีทุจริต ซึ่งก็รวมถึงต้องไม่มีการนิรโทษกรรมคดีฮั้ว สว. ความจริงก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เราตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของรัฐบาล หลังมีมรสุมด้านลบถาโถมหลายเรื่อง เมื่อช่วงเย็นวันที่ 30 มิ.ย. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สํานักงาน ก.พ. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม นายศุภชัย ใจสมุทร น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยกลุ่ม สส. จังหวัดภาคใต้ เข้าหารือร่วมกับเครือข่ายกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) นำโดยนายประสิทธิชัย หนูนวล เลขาธิการเครือข่ายฯ พร้อมด้วยตัวแทนเครือข่ายรักษ์ระนอง เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง เครือข่ายเพื่อนตะวันออก พร้อมด้วยตัวแทนชาวบ้าน
โดยวาระหารือข้อเสนอของเครือข่าย SEC Watch ประกอบด้วย 1.ขอให้พิจารณายุติการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ 2.ขอให้พิจารณายุติการดําเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ และขอให้พิจารณาทบทวนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในภาคใต้ว่า มีความเหมาะสมที่จะดําเนินการหรือไม่ โดยให้รอผลการศึกษาของคณะกรรมการจัดทําแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ 3.ขอให้พิจารณายุติการผลักดันกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และขอให้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ใหม่ 4.ขอให้พิจารณายุติการเห็นชอบ การขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ไปยัง จ.ปราจีนบุรีและจังหวัดอื่น และขอให้แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงานของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อนําไปสู่การปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษต่อไป และ 5. ขอให้พิจารณาเร่งรัดติดตามการจ่ายค่าชดเชยเยียวยากรณีได้รับผลกระทบจากการถมทะเล (ระยะที่ 3) ในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง

ภายหลังกันหารือกว่า 3 ชั่วโมง นายพิพัฒน์ แถลงว่า นายกฯ ได้มอบหมายให้หารือกับทางมวลชน ในเรื่องของ SEC ที่ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว และอีกกลุ่มหนึ่งคือ EEC ที่ส่วนหนึ่งมาจาก จ.ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา และมี จ.ปราจีนบุรี เข้ามาเพิ่ม โดยร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เราจะไม่นําเข้าผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) พร้อมที่จะยกเลิก และให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงคมนาคม และภาคประชาชน โดยตน และกลุ่มเครือข่าย SEC Watch ตั้งคณะทํางานขึ้นมาหนึ่งชุดเพื่อร่วมกันทําการศึกษาตามแผนพัฒนาภาคใต้ โดยจะศึกษาคู่ขนานไปกับโครงการแลนด์บริดจ์ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ฝ่ายภาคประชาชนมีนายประสิทธิชัย หนูนวล เป็นแกนหลักและจะเสนอทีมงานเข้ามา ขณะที่กระทรวงคมนาคมมอบหมายนายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (ผอ.สนข.) เป็นตัวหลัก และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เป็นตัวแทนฝ่ายการเมือง เพื่อประสานข้อมูลและรายงานกับนายกฯ โดยคณะกรรมการชุดนี้จะปรึกษาภาพรวมถึงความเหมาะสมต่างๆ ทั้งนี้เรื่องของกฎหมายที่ดิน เราจะไม่เอารูปแบบของ EEC มาใช้ เรามีข้อกฎหมายหลายส่วนที่อาจจะมีความไม่เหมาะสมกับพื้นที่จังหวัดภาคใต้ เราจะแยกส่วนนี้ออกมาโดยไม่อิงกับ EEC นอกจากนี้ กรณี EEC ขยายพื้นที่จ.ปราจีนบุรี เข้าสู่ EEC และค่าชดเชยการถมทะเลจังหวัดระยอง ยืนยันว่าจะเสนอให้นายกฯ ทบทวนและมอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ ติดตามการแก้ไขปัญหาโดยเร็วต่อไป อย่างไรก็ตามจะมีร่างเอกสารบันทึกข้อตกลง ที่ตนเซ็นร่วมกับตัวแทนเครือข่ายฯ และได้ประสานกระทรวงคมนาคม
ถือเป็นความพยายามปรับแนวทางในการทำงาน ลดแรงต้านจากภาคประชาชน หากต้องการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ เพื่อลดภาพลบของฝ่ายบริหาร ไม่ต้องการให้เกิดแรงปะทะจากหลายกลุ่ม ที่ออกมาตรวจสอบและต่อต้านรัฐบาลอยู่ในขณะนี้
ทีมข่าวการเมือง



