หลังจบการแข่งขัน นัดชิงชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2025/2026 ซึ่งผมจบลงด้วยชัยชนะของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง แชมป์เก่า เหนือ อาร์เซนอล ในช่วงดวลจุดโทษ 4-3 หลังเสมอในเวลา 120 นาที 1-1 ด้วยรูปเกมที่เรียกได้ว่า ทั้งคู่หยิบทีเด็ดการเล่นของตัวเองมาใช้ในนัดชิงครั้งนี้

การเล่นเกมตั้งรับเกือบจะตลอดทั้งเกมของ อาร์เซนอล บอกอะไรเราได้หลายอย่างเลยทีเดียว หากใครที่ได้ดูทีมอย่าง “ปืนใหญ่” ลงเล่นในศึกพรีเมียร์ ลีก หรือแชมเปี้ยนส์ ลีก ก็ตาม จะเห็นได้ว่าพวกเขามักเป็นฝ่ายที่บุกใส่คู่แข่งมากกว่าตลอด แม้ฝั่งตรงข้ามจะเป็นทีมใหญ่เหมือนกันก็ตาม ซึ่งบางคนก็อาจจะบอกว่า นี่เป็นแทคติกที่ มิเกล อาร์เตตา ตั้งใจมาเล่นกับทีมดังจากแดนน้ำหอม

นั่นยิ่งเป็นกาารสะท้อนให้เห็นถึงความน่ากลัวของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ได้เป็นอย่างดี ในเกมนัดชิงดำ หากตัดช่วงต้นเกมก่อนที่ อาร์เซนอล จะได้ประตูขึ้นนำ 1-0 ทั้งสองทีมยังดูเชิงกันอยู่ แม้บอลจะไปอยู่ที่ฝั่งสีน้ำเงินซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ อาร์เซนอล เก็บตกจากจังหวะผิดพลาดได้ดี

ซึ่งหลังจากนั้นเมื่อ อาร์เซนอล เลือกจะตั้งรับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง จึงบุกขย่มทีมแชมป์จากอังกฤษ ตลอดช่วงเวลาที่เหลือ ต่อให้เป็นทีมที่เล่นเกมรับได้เทพที่สุดในฤดูกาลนี้อย่าง อาร์เซนอล ก็ไม่อาจต้านทานไหว เปรียบเสมือนคำพูดของ เวสลีย์ สไนเดอร์ อดีตกองกลางชาวดัตช์ บอกว่า “มันยากมากที่ อาร์เซนอล จะไม่โดน สุดยอดแนวรุกของ “เปแอสเช” ยิงประตู”

เกมรุกของ เปแอสเช เป็นอาวุธที่พาให้พวกเขากลายเป็นยอดทีมของยุโรปในตอนนี้ แต่มันมาพร้อมกับการเล่นเป็นทีม การครองบอลที่ยอดเยี่ยม บวกกับความสามารถเฉพาะตัว จนทำให้เกมรับไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไป สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างคือ “จิตใจ” พวกเขาไม่สะเทือนแม้แต่น้อย ทั้งที่โดนนำในนัดชิง หรือแม้แต่ต้องเจอกับยอดทีมในสนามที่กดดันก็ไม่ระคายเคืองความเด็ดเดี่ยวที่พวกเขามี

นี่อาจเรียกว่า “การครองโลก” ของ เปแอสเช ก็ว่าได้ ตั้งแต่การเข้ามากุมบังเหียนของ หลุยส์ เอ็นริเก พาให้ยอดทีมดังจากฝรั่งเศสคว้าไปแล้ว 12 แชมป์ ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น สถิติหลายอย่างถูกทำลายจนสิ้นเชิง ขณะที่คำยกย่องจากทั่วทุกสารทิศก็หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุดหย่อน

แน่นอนว่า แฟนบอลอย่างเราแม้ไม่ใช่สาวก ปารีส แซงต์ แชร์กแมง แต่ก็ยอมรับว่า ในตอนนี้เหมือนจะไม่มีใครที่สามารถต่อกรกับพวกเขาได้เลย แม้จะเป็นทีมใหญ่ด้วยกัน ก็ไม่อาจหลุดพ้นเงื้อมมือมัจจุราชไปได้ เพราะทั้งตัวผู้เล่นและระบบการเล่นที่ยอดเยี่ยม มาพร้อมการคว้าแชมป์ถ้วยหูใหญ่ 2 ปีติดต่อกัน ยิ่งเป็นเครื่องย้ำเตือนความโหดร้ายที่ “เปแอสเช” ทำทั้งโลกต้องขวัญผวาเมื่อต้องเผชิญหน้าด้วย

อดัม.