บทความ “พื้นที่แห่งความฝัน พลังแห่งเศรษฐกิจ และบทเรียนจากฟุตบอลโลก 2026” โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภาภรณ์ โรจน์ศิริรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร และอาจารย์ประจำภาควิชานิติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

ท่ามกลางบรรยากาศของรัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา MetLife Stadium ตั้งตระหง่านอย่างสง่างามในฐานะหนึ่งในสนามหลักที่จะใช้จัดการแข่งขัน FIFA World Cup 2026 มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรายการหนึ่งของโลก แม้ในวันที่ยังไม่มีการแข่งขัน และไม่มีผู้คนแน่นขนัดเหมือนวันที่ฟุตบอลเริ่มต้นขึ้น แต่สนามกีฬาแห่งนี้กลับสื่อสารบางสิ่งที่มีคุณค่าเกินกว่าผลการแข่งขันในสนาม และอีกไม่กี่วันนี้ก็จะถึงพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ และแน่นอนนว่าบรรยากาศสงบเงียบเช่นนี้จะไม่มีให้เห็นอย่างแน่นอนในช่วงดังกล่าว

สำหรับหลายคน ฟุตบอลโลกคือเกมกีฬา สำหรับนักกีฬา ฟุตบอลโลกคือจุดสูงสุดของอาชีพ สำหรับแฟนบอล ฟุตบอลโลกคือเทศกาลแห่งความสุข แต่สำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักเศรษฐศาสตร์ และผู้บริหารเมือง ฟุตบอลโลกคือบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เบื้องหลังการแข่งขันฟุตบอลเพียง 90 นาที คือการเตรียมความพร้อมที่ใช้เวลาหลายปี ตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งมวลชน การรักษาความปลอดภัย เทคโนโลยี การสื่อสาร การท่องเที่ยว ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากรในภาคบริการ ทุกภาคส่วนล้วนมีบทบาทสำคัญในการทำให้มหกรรมระดับโลกดำเนินไปอย่างราบรื่น และทุกภาคส่วนล้วนได้รับประโยชน์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตามมา

สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าตัวสนาม คือพื้นที่จำหน่ายสินค้าที่ระลึกอย่างเป็นทางการของ FIFA World Cup 2026 ซึ่งเต็มไปด้วยหมวก เสื้อ ผ้าพันคอ พวงกุญแจ ตุ๊กตา และของสะสมหลากหลายประเภท สำหรับเด็กคนหนึ่ง ของเหล่านี้อาจเป็นเพียงของฝากที่นำกลับบ้าน แต่ในมิติทางเศรษฐกิจ สินค้าเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีมูลค่ามหาศาล ผู้คนไม่ได้ซื้อเพียงสินค้า หากกำลังซื้อความทรงจำ ประสบการณ์ และความรู้สึกของการได้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์สำคัญระดับโลก และของที่ระลึกดังกล่าววางขายอยู่ทั่วไปตามร้านค้าและร้านสะดวกซื้อทั่วทุกหัวมุมถนน

นี่คือสิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมกีฬาในศตวรรษที่ 21 แตกต่างจากอดีต รายได้ไม่ได้มาจากค่าตั๋วเข้าชมการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่ขยายไปสู่ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด การตลาด การท่องเที่ยว การบริการ และสินค้าที่ระลึกอย่างเป็นทางการ ทุกการเดินทาง ทุกการเข้าพักในโรงแรม ทุกมื้ออาหาร และทุกการจับจ่ายใช้สอย ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยกีฬา

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ทำให้ประเทศเจ้าภาพได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงการแข่งขัน แต่คือภาพลักษณ์และความประทับใจที่ผู้คนได้รับกลับไป ประเทศที่สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้มาเยือน ย่อมได้รับการจดจำในฐานะจุดหมายปลายทางที่น่าเดินทางกลับมาอีกครั้ง นี่คือเหตุผลที่คำว่า Hospitality หรือศิลปะแห่งการต้อนรับ กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญไม่แพ้สนามกีฬาและนักกีฬา

ผู้มาเยือนอาจลืมผลการแข่งขันบางนัดเมื่อเวลาผ่านไป แต่จะจดจำได้เสมอว่าผู้คนในเมืองนั้นต้อนรับพวกเขาอย่างไร ระบบขนส่งสะดวกหรือไม่ อาหารอร่อยเพียงใด และบรรยากาศโดยรวมสร้างความประทับใจมากน้อยแค่ไหน รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ต่างหากที่กลายเป็น Soft Power อันทรงพลังของประเทศ

เมื่อมองภาพทั้งหมดร่วมกัน จะเห็นได้ว่าฟุตบอลโลกไม่ใช่เพียงเรื่องของกีฬา หากเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การศึกษา การพัฒนาคน และการสร้างอนาคตของประเทศ กีฬาสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการจ้างงาน การลงทุน และการพัฒนาเมือง ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ได้ในเวลาเดียวกัน

สำหรับเด็กคนหนึ่ง สนามกีฬาอาจเป็นสถานที่แห่งความฝัน เป็นพื้นที่ที่ทำให้เขาได้เห็นโลกกว้างขึ้น ได้พบกับแรงบันดาลใจใหม่ ๆ และได้เชื่อว่าความพยายามสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้จริง สำหรับผู้ใหญ่ สนามกีฬาอาจเป็นบทเรียนเกี่ยวกับการบริหารจัดการ การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคม แต่ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด สนามกีฬาแห่งหนึ่งสามารถสร้างความหมายที่แตกต่างกันให้กับผู้คนได้เสมอ

เมื่อย้อนกลับมามองประเทศไทย บทเรียนจาก MetLife Stadium และ FIFA World Cup 2026 ไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องมีสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อเป็นเจ้าภาพมหกรรมระดับโลกจึงจะประสบความสำเร็จได้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้โครงสร้างพื้นฐานคือการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน และการมองเห็นคุณค่าของกีฬาในฐานะเครื่องมือพัฒนาประเทศ

ประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญที่หลายประเทศชื่นชม ทั้งวัฒนธรรม อาหาร การบริการ ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นมิตรของผู้คน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น Soft Power ที่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศได้ หากได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง กีฬาจึงไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะกิจกรรมเพื่อการแข่งขัน แต่ควรถูกมองในฐานะพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกันอย่างยั่งยืน

ปรัชญาของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่ว่า “การศึกษาคือความเจริญงอกงาม” อาจอธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุด เพราะการศึกษาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน หากเกิดขึ้นจากประสบการณ์ การเดินทาง การเปิดโลกทัศน์ และการได้เห็นตัวอย่างที่ดีจากสังคมรอบตัว การได้เห็นสนามกีฬาระดับโลก การได้สัมผัสพลังของมหกรรมระดับนานาชาติ หรือการได้เห็นว่ากีฬาสามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้คนและประเทศได้อย่างไร ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ทั้งสิ้น

ประเทศไทยอาจไม่ได้มีทรัพยากรเทียบเท่าประเทศมหาอำนาจทุกด้าน แต่ประเทศไทยมีศักยภาพในการสร้างคุณค่า สร้างแรงบันดาลใจ และสร้างความประทับใจให้กับผู้คนจากทั่วโลก หากสามารถเชื่อมโยงกีฬา การศึกษา การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และ Soft Power เข้าด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ความฝันในการยกระดับประเทศผ่านพลังของผู้คนจะเป็นเรื่องไกลเกินจริง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สนามกีฬาอาจสร้างนักกีฬาได้เพียงบางคน แต่แรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นจากสนามกีฬา สามารถสร้างคนรุ่นใหม่ สร้างโอกาสใหม่ และสร้างอนาคตใหม่ให้กับประเทศได้ทั้งประเทศ.