ทีมฟุตบอลหญิงเกาหลีเหนือ ซึ่งได้รับสมญานาม “กุหลาบพันปีแห่งตะวันออก” ( Eastern Azaleas ) ก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจลูกหนังหญิงระดับเยาวชนอย่างเต็มภาคภูมิบนเวทีโลก ในปี 2567 เกาหลีเหนือสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์โลกทั้งรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ( U-17 ) และรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ( U-20 ) ภายในระยะเวลาห่างกันเพียงหนึ่งเดือน

ชัยชนะดังกล่าวได้รับการสานต่ออย่างยิ่งใหญ่ เมื่อเดือนพ.ย. 2568 เมื่อทีมหญิงรุ่น U-17 สามารถป้องกันแชมป์โลกที่โมร็อกโกได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะเนเธอร์แลนด์ 3-0 ถือเป็นการครองแชมป์โลกรุ่นนี้เป็นสมัยที่สี่ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์

ยิ่งไปกว่านั้น ในระดับสโมสร สโมสรเนโกยาง ยังสามารถคว้าแชมป์เอเอฟซี วีเมนส์ แชมเปียนส์ลีก ประจำปีนี้ บนแผ่นดินเกาหลีใต้ หลังเอาชนะสโมสร นิปปอน ทีวี โตเกียว แวร์ดี เบเลซา จากญี่ปุ่น ความสำเร็จระดับโลกเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สะท้อนถึงโครงสร้างการพัฒนานักกีฬาหญิงที่ผ่านการคำนวณมาอย่างแม่นยำเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

รากฐานความสำเร็จอันไร้เทียมทานนี้มีต้นกำเนิดจาก “โรงเรียนฟุตบอลนานาชาติเปียงยาง” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2556 บนเกาะรุงรา ใกล้กับสนามกีฬาเมย์เดย์ ในกรุงเปียงยาง มีพื้นที่ขนาดใหญ่ประมาณ 10,000-12,000 ตารางเมตร โรงเรียนแห่งนี้มีหน้าที่คัดเลือกเด็กที่มีพรสวรรค์โดดเด่นอายุระหว่าง 7-13 ปีจากโรงเรียนกีฬาและโรงเรียนทั่วไปในทุกจังหวัดและทุกเมืองทั่วประเทศ เข้ามาใช้ชีวิตและฝึกซ้อมร่วมกัน

สถาบันแห่งนี้ใช้ระบบการศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ประกอบด้วยระดับประถมศึกษา 5 ปี มัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี และมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี ภายใต้หลักสูตรแบบทวิศึกษา ที่รวมเอาวิชาการสามัญ เช่น ภาษาเกาหลี คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และภาษาต่างประเทศ เข้ากับการฝึกซ้อมฟุตบอลที่เข้มข้น เพื่อปูพื้นฐานให้นักเตะสามารถเดินทางไปแข่งขันและสื่อสารในต่างประเทศได้

นักเตะของสโมสรเนโกยาง เอฟซี ร่วมกันฉลองพร้อมชูถ้วยแชมป์และธงชาติเกาหลีเหนือ หลังคว้าแชมป์ศึกเอเอฟซี วีเมนส์ แชมเปียนส์ลีก ที่เมืองซูวอน เกาหลีใต้ 23 พ.ค. 2569

กระบวนการฝึกสอนอยู่ภายใต้การคุมดูแล โดยครูฝึกสอนระดับแนวหน้าที่ได้รับใบอนุญาตระดับสูงสุด จากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ( ฟีฟ่า ) รวมถึงมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญและโค้ชจากยุโรปเข้ามาร่วมพัฒนาโปรแกรมการฝึกซ้อมเป็นระยะ รูปแบบการฝึกซ้อมของโรงเรียนจะปรับเปลี่ยนไปตามช่วงอายุเพื่อพัฒนาการที่เหมาะสมที่สุด กล่าวคือ ในระดับประถมศึกษานักเรียนจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความคุ้นเคยและความรู้สึกไวต่อลูกฟุตบอล

ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจะเริ่มพัฒนาทักษะการเลี้ยงบอลขั้นสูง การส่งบอล การสนับสนุนเพื่อนร่วมทีม และบทบาทในแต่ละตำแหน่ง ขณะที่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจะเน้นการลงทีมแข่งขันจริงบ่อยครั้ง เพื่อฝึกฝนความเข้าใจในแท็กติกและการแก้ไขสถานการณ์ในสนามจริง

นอกจากนี้ สถาบันยังผสมผสานวิทยาศาสตร์การกีฬาและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาวิเคราะห์พัฒนาการของผู้เล่นอย่างเป็นระบบ ครูผู้สอนของโรงเรียนได้พัฒนา “ระบบการจัดการศึกษาแบบบูรณาการสำหรับโรงเรียนฟุตบอล” ซึ่งสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในนิทรรศการความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์การกีฬาระดับชาติมาแล้ว หลังสำเร็จการศึกษา นักเตะที่มีศักยภาพสูงสุดจะถูกส่งตัวไปสังกัดสโมสรชั้นนำของประเทศ เช่น สโมสรเมษายน 25 สโมสรอัมนกกัง และสโมสรเนโกยาง เพื่อเตรียมพร้อมป้อนเข้าสู่ระบบทีมชาติต่อไป

ปัจจุบัน ทีมฟุตบอลหญิงเกาหลีเหนือรั้งอันดับที่ 11 ของโลก จากการจัดอันดับของฟีฟ่า และครองอันดับที่ 2 ของทวีปเอเชีย เป็นรองเพียงญี่ปุ่นเท่านั้น

การที่นายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ หันมาทุ่มเทงบประมาณและทรัพยากรเพื่อพัฒนาฟุตบอลเยาวชนหญิงนั้น ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ผ่านการคำนวณมาเป็นอย่างดี เนื่องจากในวงการฟุตบอลชายระดับสากลนั้น มีระบบสโมสรอาชีพและกลุ่มผู้สนับสนุนทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากในยุโรปและอเมริกา ทำให้ช่องว่างระหว่างชาติต่างๆ แคบลงได้ยาก แต่สำหรับฟุตบอลหญิงโดยเฉพาะในระดับเยาวชน ช่องว่างนี้ยังมีขนาดที่แคบกว่าและเปิดโอกาสให้ไล่ตามได้ง่ายกว่า

ขณะที่ระบบกีฬาเยาวชนของประเทศตะวันตกมักเน้นให้เด็กเล่นฟุตบอลเพื่อความสนุกสนา นและการเรียนรู้ทางสังคม เกาหลีเหนือกลับใช้แนวทางแบบรวมศูนย์และนำเยาวชนตั้งแต่อายุ 13-14 ปี เข้าสู่ระบบการฝึกซ้อมที่เน้นระเบียบวินัยขั้นสูง ทำให้นักเตะหญิงเกาหลีเหนือมีความได้เปรียบทั้งทางด้านสภาพร่างกาย พละกำลัง ความอึด และความเข้าใจในแท็กติกที่เหนือกว่าคู่แข่งจากประเทศอื่นอย่างชัดเจน ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจึงไม่ใช่การสร้างเส้นทางอาชีพส่วนตัวให้กับนักกีฬา แต่เป็นการสร้าง “ผู้ชนะในทันที” เพื่อเป็นตัวแทนของรัฐบนเวทีสากล

นายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ทักทา่ยกับนักกีฬาฟุตบอล ระหว่างการเยือนโรงเรียนฝึกอบรมแกนนำส่วนกลางของพรรคคนงานเกาหลี ในกรุงเปียงยาง เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีของสถาบัน 1 มิ.ย. 2569

ฟุตบอลหญิงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศและการทูตเชิงรุก รวมถึงเป็นกลไกในการบริหารจัดการ “การรับรู้ต่อสาธารณชน” ของรัฐบาลเปียงยาง ในเวทีการทูตโลก การปรากฏตัวและคว้าชัยชนะของทีมฟุตบอลหญิงในต่างประเทศช่วยสร้างความชอบธรรม และสะท้อนภาพลักษณ์ของเกาหลีเหนือที่มีระเบียบวินัย แข็งแกร่ง และประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยที่เกาหลีเหนือไม่จำเป็นต้องยอมอ่อนข้อทางการเมืองให้กับชาติตะวันตก

ชัยชนะเหนือชาติมหาอำนาจในวงการฟุตบอลหญิงระดับโลก อย่างสหรัฐ สเปน หรือญี่ปุ่น ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รุนแรง ถูกนำมาใช้เป็นข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ถึงประสิทธิภาพของระบบสังคมนิยม และการชี้นำของผู้นำสูงสุด

ในมิติภายในประเทศ นายคิม จอง-อึน ใช้ความสำเร็จของฟุตบอลหญิงเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อที่ทรงพลังในการสร้างความสามัคคีและหลอมรวมจิตใจของประชาชน สื่อกระบอกเสียงของรัฐพร้อมใจรายงานข่าวความสำเร็จเหล่านี้อย่างเอิกเกริกและต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้เกิดความภาคภูมิใจในชาติ เมื่อนักกีฬาเดินทางกลับจากการแข่งขัน นายคิม จอง-อึน จะให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและใกล้ชิด มีการจัดขบวนรถแห่ประดับประดาด้วยดอกไม้อย่างยิ่งใหญ่ วนรอบกรุงเปียงยาง

ความสำเร็จของนักกีฬาฟุตบอลหญิงจากสโมสรเนโกยางและทีมชาติรุ่น U-17 สะท้อนภาพสะท้อนอุดมการณ์ของรัฐได้อย่างชัดเจน ในยามที่พวกเธอเดินทางไปแข่งขันในเกาหลีใต้ พวกเธอแสดงสีหน้าที่เรียบเฉย นิ่งขรึม และเด็ดขาด โดยปฏิเสธการมีปฏิสัมพันธ์กับคนท้องถิ่น และถึงขั้นเดินออกจากงานแถลงข่าวในเมืองซูวอนทันที เพื่อประท้วงที่ผู้สื่อข่าวเกาหลีใต้เรียกประเทศของพวกเธอว่า “ฝ่ายเหนือ” แทนที่จะเรียกชื่อทางการว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี

แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อเดินทางกลับถึงบ้านเกิดและได้เข้าพบนายคิม จอง-อึน ในพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี การสถาปนาสถาบันฝึกอบรมบุคลากรส่วนกลางของพรรคแรงงาน นักกีฬาเหล่านั้นกลับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความตื้นตันใจ และได้รับการสวมกอดจากผู้นำสูงสุด ภาพความเปรียบต่างนี้ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความจงรักภักดีอย่างไม่มีเงื่อนไขและสะท้อนอุดมการณ์ความรักชาติอันแรงกล้า ที่รัฐบาลเปียงยางต้องการปลูกฝังให้แก่ประชาชนทุกคน

ความสำเร็จอันเกรียงไกรของฟุตบอลหญิงเกาหลีเหนือในปัจจุบันจึงมิใช่เพียงผลสัมฤทธิ์ทางการกีฬา แต่เป็นผลลัพธ์ของนโยบายระดับชาติที่ประสานกันระหว่างการสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับเยาวชนอย่าง “โรงเรียนฟุตบอลนานาชาติเปียงยาง” กับการกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ของนายคิม จอง-อึน ที่เลือกทุ่มเททรัพยากรลงในจุดที่หวังผลสัมฤทธิ์ได้สูงที่สุด กุหลาบพันปีแห่งตะวันออกเหล่านี้ได้กลายเป็น “สัญลักษณ์ที่มีชีวิต” ในการประกาศศักดา แสดงความอัศจรรย์ของรัฐ และสร้างเสถียรภาพทางอุดมการณ์ภายใต้เงาร่วมใจของผู้นำและประชาชนอย่างสมบูรณ์แบบ.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : REUTERS