เปิดฉาก โดย “พชร อนันตศิลป์” ปลัดกระทรวงดีอีได้เป็นผู้นำในการตอบข้อสงสัยต่าง ๆ ร่วมกับ ตัวแทนเอกชนคู่สัญญา “พชร อนันตศิลป์” ได้เคลียร์ปมที่สังคมคาใจกับโครงการ “TH-AI Passport” วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ว่า โครงการเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาด้าน AI ของไทยในเวทีโลกที่ถดถอยลงมาอยู่อันดับ 89 โดยมุ่ง Upskill-Reskill ประชาชนทั่วไปอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 5 ล้านคน (10% ของประชากรในระบบเศรษฐกิจ) ครอบคลุมทั้งนักเรียน ภาครัฐ และเอสเอ็มอี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีระหว่างเมืองและภูมิภาค

ยืนยันใช้เงินกองทุนดีอีตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง 100% ผ่านการกลั่นกรองเกือบ 5 เดือน ส่วนการสืบราคากลางจากเอกชน 8 รายเป็นไปตามกลไกตลาดไอทีทั่วไป ด้านงวดงานแบ่งเป็น 5 งวด ซึ่งงวดแรกต้องส่งแผนพร้อมทดสอบระบบจริง ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนบริหารสัญญาจึงแก้ไข TOR ไม่ได้ แต่สามารถเพิ่มหนังสือแนบท้ายสัญญาณตามนโยบายรมว.ดีอี โดยปรับเกณฑ์เป็น ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น(Pay per Use) เพื่อสยบข้อครหาจ่ายเงินงบไม่คุ้มค่าโครงการ ส่วนงบโฆษณา 1,500 จอ จริง ๆ มีวงเงินเพียง 9 แสนบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นการจัดสัมมนาความรู้คู่ทั่วประเทศ

ขณะเดียวกันทางตัวแทนเอกชนคู่สัญญาณ ยืนยันยังไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว ชี้โครงการนี้จัดหา Generative AI ระดับ Pro/Premium รวม 14 ค่าย 31 โมเดล ซึ่งเหนือกว่าเวอร์ชันฟรีทั่วไป โดยใช้ระบบ Learn to Earn” ให้ประชาชนเรียนหลักสูตรมาตรฐาน UNESCO รวม 130 หลักสูตรเพื่อสะสมคะแนนเข้าใช้ระบบ

ย้ำความคุ้มค่าคิดเป็นต้นทุนเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่เอกชนรายอื่นคิดสูงถึง 259 บาทต่อเดือนยืนยันว่าราคาดังกล่าวถูกกว่าท้องตลาดกว่า 10 เท่า และพร้อมรับหลักการจ่ายเงินตามจริง โดยจะหารือกับภาครัฐในเงื่อนไขขั้นสุดท้ายเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

อย่างไรก็ตามในช่วงของการเปิดให้ซักถาม ความร้อนแรงปะทุขึ้น เมื่อ ธีระชาติ ก่อตระกูลอดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนและคณะทำงานผู้นำฝ่ายค้าน เดินหน้าสับแหลกถึงความไม่โปร่งใสในการจัดทำสเปก (TOR) ตั้งแต่ช่วงรัฐบาล
รักษาการ ตลอดจนเงื่อนงำการล็อกสเปกงบโฆษณาป้ายดิจิทัล 1,500 จอในสนามบินและร้านสะดวกซื้อที่ดันไปคล้ายกับโครงการของกระทรวงอื่น

นอกจากนี้ยังยิงคำถามแทงใจดำว่า รมว.ดีอี รู้จักเป็นการส่วนตัวกับกลุ่มเอกชนผู้ชนะประมูลในลักษณะ กิจการร่วมค้าหรือไม่ พร้อมกังขาเรื่องเทคนิคที่ TOR ตั้งสเปกต่ำราว 139 TPS แต่เอกชนกลับยกระดับระบบพุ่งไปถึง 5,000 TPS ส่อแววว่าอาจมีส่วนต่างราคาโขกสับงบประมาณรัฐ นอกจากนี้ยังหวั่นเรื่องกระบวนการนำผลลัพธ์ AI ต่างประเทศมาเทรนโมเดลไทย ว่าอาจละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ และเสนอให้เอกชนพิจารณายกเลิกสัญญาเพื่อลดข้อครหา

อย่างไรก็ตามทาง “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ได้ชี้แจงสวนทันควัน โดยยอมรับตรง ๆ ว่าตนรู้จักกับผู้ชนะงานเป็นการส่วนตัวจริง เนื่องจากอดีตเคยทำงานภาคเอกชนมาหลากหลายด้าน ย่อมต้องรู้จักผู้คนจำนวนมากในประเทศ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จักใครเลย แต่ยืนยันเสียงแข็งว่าไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นหน้าที่ตามขั้นตอนกฎหมายของข้าราชการประจำอย่างโปร่งใส

ขณะเดียวกัน พชร อนันตศิลป์” และตัวแทนเอกชนคู่สัญญาร่วมกันโต้แย้งประเด็นสเปกเทพ 5,000 TPS โดยแจงว่า ตัวเลข 139 TPS นั้นเป็นสิ่งที่ฝ่ายค้านคิดคำนวณเอาเองข้อกำหนดจริงใน TOR คือระบบต้องรองรับผู้ใช้งานพร้อมกัน 500,000 คนต่อชั่วโมง ดังนั้นการที่ระบบเผื่อขีดความสามารถไว้ระดับ 5,000 TPS ถือเป็นเรื่องเทคนิคสากลเพื่อรองรับพฤติกรรมการใช้งานช่วงหนาแน่นสูงสุด (Peak Time) แม้จะเข้าพร้อมกัน 5 ล้านคน ก็ต้องรองรับได้ ไม่ใช่จงใจสร้างส่วนต่างงบประมาณ และหากระบบทำไม่ได้จริง รัฐลงโทษปรับอยู่แล้ว และยืนยันเอกชนไม่สามารถยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวได้

ด้าน การดี เลียวไพโรจน์สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอ 3 ทางออกให้กระทรวงดีอีพิจารณา การเดินหน้าต่อรูปแบบเดิมจะพบแรงต้านมหาศาล โดย 3  ทางเลือก คือ 1. เดินหน้าต่อแบบเดิม 2. เดินหน้าต่อแบบปรับปรุง หรือ 3. เปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่และเริ่มออกแบบโครงการใหม่จากงบประมาณ 1,600 ล้านบาท เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ โดยควจะเปิดสัญญาที่ได้ลงนามไปแล้วให้สาธารณชน และคนในวงการไอทีร่วมตรวจสอบความคุ้มค่า  หรือหากประเมินความเสียหายแล้วไม่คุ้ม ก็ควรสั่ง “ยกเลิกสัญญา” ออกแบบโครงการใหม่ดึงสมาคมผู้ประกอบการ AI ไทยมาร่วมวางระบบนิเวศใหม่

หลังจบเวทีเสวนา ทาง ไชยชนก ชิดชอบบอกว่า ได้ให้ทางคณะทำงานและปลัดกระทรวงดีอีรวบรวมข้อเสนอทั้งหมด นำไปหารือกับคู่สัญญา หากคู่สัญญาต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจ เชื่อว่ายังมีประเด็นที่เจรจากันได้ โดยเฉพาะจุดที่เป็นข้อกังวลสำคัญของโครงการ ภายใต้กรอบ TOR เดิม

ขณะเดียวกันได้เสนอให้ปลัดกระทรวงดีอีลองเจรจากับเอกชนว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปิดระบบทดสอบแบบ Beta Test ให้กลุ่มตัวอย่างบางส่วนได้ทดลองใช้งานจริง เพื่อให้เห็นฟังก์ชัน รูปแบบการใช้งาน ก่อนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ ซึ่งจะช่วยให้สังคมประเมินได้ชัดเจนขึ้นว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวใช้งานได้ดีเพียงใด และตอบโจทย์ตามที่โครงการตั้งไว้หรือไม่

สุดท้ายแล้ว ทางปลัดดีอียืนยันว่า จะเร่งหารือเอกชนคู่สัญญาเพื่อเพิ่มหนังสือแนบท้าย ในส่วน ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” หากประชาชนลงทะเบียนใช้งานไม่ครบ 5 ล้านสิทธิ รัฐจ่ายเงินตามที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น เพื่ออุดช่องโหว่ความเสี่ยงงบประมาณ และวางไทม์ไลน์จะเปิดให้ลงทะเบียนใช้งาน 1 ก.ค.นี้

พร้อมย้ำน้อมรับการตรวจสอบจากทุกภาคส่วนต่าง ๆ.

จิราวัฒน์ จารุพันธ์