“ครั้งล่าสุดเราได้พิสูจน์ให้บราซิลเห็นแล้วว่าเราไม่ใช่เคี้ยวง่ายๆ”

ฮาจิเมะ โมริยาสึ โค้ชญี่ปุ่น พูดถึงการเจอทีมชาติบราซิล ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026

“ในการแข่งขัน เราไม่รู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราเองก็มีโอกาสชนะได้เหมือนกัน”

เกมนี้จะเตะที่ฮุสตัน สเตเดียม เวลาไทย คืนวันจันทร์ที่ 29 มิ.ย.69 ต่อเช้าวันอังคารที่ 30 ก.ค.69

แมตช์หยุดโลก! การพบกันของ “มหาอำนาจเก่า” กับ “ขุนพลที่กำลังสะสมกำลัง”

ทั้ง 2 ชาติ มีความห่างชั้นในเชิงลูกหนัง แต่ก็เคยมีสิ่งที่เรียกว่า “ปาฏิหาริย์แห่งไมอามี”

โอลิมปิกเกมส์ 1996 เกมรอบแรก ญี่ปุ่น จากการนำของ อากิระ นิชิโนะ ช็อกโลก ชนะ บราซิล ที่ชุดนั้นมีทั้ง โรนัลโด, ริวัลโด, เบเบโต, จูนินโญ 1-0

แม้จะไม่ได้ช่วยให้ ญี่ปุ่น ผ่านรอบแรก แต่ก็ทำให้โลกต้องทึ่งปนช็อก และเปลี่ยนมุมมอง ฟุตบอลญี่ปุ่น

นั่นคือเกมชุด 23 ปี!

แต่สำหรับทีมชาติชุดใหญ่ 13 ครั้งที่เจอกัน บราซิล ตบทิ่มเกือบหมด มีหลุดเสมอแค่ 2 ครั้ง

(Getty Images)

กระทั่งการเจอกันนัดที่ 14 ครั้งล่าสุด เกมอุ่นเครื่องที่ “โตเกียว สเตเดียม” วันที่ 14 ต.ค.69

ญี่ปุ่น ชนะ บราซิล ลงได้ 3-2

และเป็นชัยชนะที่มาจากการตามหลัง 0-2

เป็นเรื่อง “ปาฏิหาริย์” ก็ว่าได้ กับการตามหลังทีมอย่าง “บราซิล” 2 ประตู แล้วจะจบด้วย “ชัยชนะ”

“นั่นคือความก้าวหน้าครั้งใหญ่ของเรา บราซิลคือทีมท็อปของโลก และเราให้ความเคารพพวกเขาอย่างสูง” โมริยาสึ กล่าวถึงชัยชนะเมื่อราว 8 เดือนที่ผ่านมา

“ของจริง” กับ “อุ่นเครื่อง” มันต่างกัน และ โมริยาสึ ก็รู้ดีว่า เขาจะเจออะไรที่มากกว่าเกมที่ “โตเกียว สเตเดียม” เป็นทวีคูณ

“เกมนั้นจะทำให้พวกเขามีแรงผลักดันและกระหายชัยชนะมากขึ้นแน่ๆ” โมริยาสึ กล่าว

(Getty Images)

“แต่เราก็เชื่อมั่นว่าเรามีโอกาสที่จะชนะเหมือนกัน และเราหวังว่าจะก้าวไปอีกขั้นเพื่อผ่านเข้าสู่รอบต่อไปให้ได้” โมริยาสึ ทิ้งท้าย

บราซิล แม้ออกสตาร์ตฝืด เสมอ “โมร็อกโก” แต่มาเครื่องร้อน ถล่ม “เฮติ” และ “สกอตแลนด์” 3-0 ค่อยๆ กลับสู่มาตรฐานตัวเอง

ส่วน ญี่ปุ่น ทำผลงานประทับใจในฟุตบอลโลก 2026 เสมอทีมเกรด A อย่าง “เนเธอร์แลนด์” แล้วมาถล่ม “ตูนิเซีย” 4-0 ปิดท้ายด้วยเสมอ “สวีเดน” 1-1 ผ่านกลุ่มที่แข็งแกร่งมาอย่างหล่อๆ

ฟอร์มดีๆ จากเป้าหมายเป็นแชมป์โลก ปี 2050 แฟนญี่ปุ่นเริ่มฝันหวานว่าจะถึงเส้นชัยเร็วขึ้นสัก 24 ปี

ก่อนจะถูกดึงสติลงมา เมื่อเส้นทางต้องมาเจอกับ แชมป์โลก 5 สมัย…ประเทศที่มี “ฟุตบอล” เป็นสัญลักษณ์

งานใหญ่แบบนี้ จะผลงานดีแค่ไหน “วาสนา” ก็มีส่วน ถ้า “โชคดี” เส้นทางเบาโหวงก็ดีไป

แต่ถ้า “เทพีไม่ทำงาน” การมาเจอ “ของแข็ง” ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะนี่คือ “ฟุตบอลโลก”

จากชัยชนะนัดล่าสุด ซามูไรบลู จะเจออะไรที่หนักกว่า ด้วยเหตุผลหลายด้าน ทั้งความพร้อมของบราซิล, สมรภูมิรบที่ไม่ได้สร้างความได้เปรียบแล้ว (แถมจะเอียงมาทางแซมบ้า), บทเรียนที่บราซิลได้รับ, ความมุ่งมั่นจะล้างตา…

และความเจนจัดใน “ฟุตบอลโลก”

(Getty Images)

ญี่ปุ่น เป็นรองทุกประตู และเป็นรองมากมาย แต่…แน่นอนว่า เรื่องมันก็ต้องทิ้งท้ายด้วย…”แต่”

เมื่อเพิ่งโค่น ยักษ์บราซิล ล้มคว่ำล้มหงายมาแล้ว มันก็หมายความว่า “มันเป็นไปได้”

ที่ “โตเกียว สเตเดียม” เคยทำได้แค่ไหน วิ่งมากแค่ไหน มุ่งมั่นแค่ไหน วินัยดีแค่ไหน

เคยทำได้แล้ว แสดงว่าด้วยมาตรฐาน สามารถทำได้อีก และหนนี้ เมื่อเท่าเดิมไม่พอ ก็เพิ่มเข้าไปอีก มากๆ มากเท่าที่จะมากได้

ด้วยศักยภาพ เทียบกันแล้ว แม้ ญี่ปุ่น เป็นรองมากมาย

แต่…”มันเป็นไปได้”!
.
วุฒินล