มีข้อสังเกตน่าสนใจถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า  ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของ“ข้อสอบรั่ว” หรือ “การทุจริตเชิงธุรกิจ” แต่อาจเป็นสัญญาณสั่นสะเทือนไปถึงอนาคตของระบบการศึกษา เมื่อสุดท้ายความรู้มากมายอาจไม่ได้หมายถึงชัยชนะเมื่อต้องลงสนามแข่งขันในชีวิตจริง  

“ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสพูดคุยกับผู้คร่ำหวอดวงการศึกษา  ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) เปิดมุมมองเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า นี่คือสัญญาณเตือนภัยอันตราย “ระดับสูงสุด”ที่กำลังกัดกินรากเหง้าของสังคมไทย  จนถึงขั้นอาจนำไปสู่ความล่มสลายของอารยธรรม หากไม่มีการสะสางอย่างถึงรากถึงโคน

พร้อมวิเคราะห์มิติผลกระทบผ่านมุมมองในฐานะนักการศึกษาว่า   การศึกษาคือเครื่องมือสำคัญในการสร้างคนให้มีคุณภาพ  มีความรู้  มีทักษะ  และคุณธรรม  เพื่อรองรับวัตถุประสงค์ในการจ้างงานและพัฒนาประเทศ  แต่เมื่อกระบวนการคัดสรรคนเข้าสู่ระบบราชการผ่าน“ข้อสอบ” ถูกทำให้เสื่อมเสียด้วยการจ่ายเงินซื้อคะแนน  ผลลัพธ์ที่ได้คือ“คนไม่มีคุณภาพ”แถมยังเป็น“คนทุจริต”ที่ขาดความเคารพในกติกา

สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ทำลายตัวบุคคลที่สอบได้โดยมิชอบ  แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของระบบราชการและสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างทางสังคมอย่างเป็นลูกโซ่ที่ประเมินค่าไม่ได้ พร้อมย้ำกระบวนการเหล่านี้ชั่วร้ายและจำเป็นต้องกวาดล้างให้สิ้นซาก เพราะไม่ได้ทำลายเพียงแค่อนาคตของคนที่ซื่อสัตย์  ที่พยายามอ่านหนังสือสอบ  แต่เป็นการทำลายรากฐานของสังคมที่ควรจะให้ค่ากับความพยายามและความสามารถ

เมื่อเจาะลึกถึงแรงจูงใจในการคดโกง  ศ.ดร.เกรียงศักดิ์  ชี้ให้เห็นถึงตรรกะที่บิดเบี้ยวของคนกลุ่มนี้ว่า   เมื่อเงินเดือนข้าราชการเริ่มต้นเพียง 15,000 บาท  แต่กลับต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อแลกตำแหน่งสูงถึง 7-8 แสนบาท  การคำนวณในเชิงคณิตศาสตร์ย่อมชี้ชัดว่าไม่มีทางคืนทุนได้ในชั่วชีวิตการทำงานปกติ

นั่นหมายความว่าผู้ที่ยอมจ่ายเงินก้อนโตเหล่านี้มี“เจตนาแฝง” ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่ระบบราชการ  คือการเข้ามาใช้อำนาจรัฐเพื่อโกงกินและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนให้คืนทุนโดยเร็วที่สุด  ข้าราชการที่เริ่มต้นด้วยทัศนคติเช่นนี้จะกลายเป็นเนื้อร้ายที่แพร่เชื้อคอร์รัปชันไปทุกหย่อมหญ้า จนอาจนำไปสู่ภาวะที่ประเทศผุพังเน่าเฟะและล่มสลายในที่สุด

ทั้งนี้  ยังแสดงความกังวลมากว่า  การทุจริตนี้เป็นผลผลิตของสังคมที่มัวเมาอยู่กับ“ผลลัพธ์” จนละทิ้ง“วิธีการ” สังคมไทยได้กลายเป็นสังคมจอมโกงมาอย่างยาวนาน  ซึ่งถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ของไทยยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล  

ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงแค่การลดความรุนแรง แต่ต้องเป็นการ“กำจัด” ให้สิ้นซาก  โดยต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับภาคการเมือง ข้าราชการประจำ ไปจนถึงภาคธุรกิจ โดยได้นำเสนอทางออกผ่าน “ทฤษฎีบ้าน 3 หลัง”  คือ พ่อแม่ , สถาบันการศึกษาและเจ้านายที่ทำงาน ,  และผู้นำทางสังคม ทั้งทางกายภาพและจิตภาพ ต้องร่วมกันเป็นต้นแบบที่ดี (Role Model) ให้กับคนในชาติ  เพราะการพร่ำสอนเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีต้นแบบที่แท้จริง เปรียบเสมือนการสีซอให้ควายฟังที่ไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องการเรียกร้อง  คือการปฏิรูปที่ต้องเริ่มจาก“การกวาดล้างหัวขบวน” และการสร้างระบบที่“คนทำดีต้องได้ดี คนทำชั่วต้องได้รับโทษ”  โดยระบบต้องมีความโปร่งใสในทุกขั้นตอน  ยกเว้นส่วนที่จำเป็นต้องปิดบังตามหลักการบริหารจัดการ  

สังคมไทยต้องเลิกบูชาคนรวย หรือคนมีตำแหน่งโดยไม่สนวิธีการได้มา  แต่ต้องใช้มาตรการทางสังคม (Social Sanction) ปิดล้อมคนชั่วไม่ให้มีที่ยืน และเชิดชูคนดีให้เป็นไอดอลที่ควรเคารพ  เพราะหากปล่อยให้คนโกงมีทางลัดสู่ตำแหน่งแห่งหนได้โดยง่าย สังคมย่อมต้องรับกรรมจากการมีผู้นำที่ไร้คุณภาพ และไร้คุณธรรมไปตลอดกาล

จากมุมมองของหนึ่งในผู้ที่คลุกคลีและมองเห็นระบบการศึกษาของไทยมาเนินนาย  บทสรุปครั้งนี้สะท้อนคนไทยทุกภาคส่วนต้องลุกขึ้นมารับผิดชอบต่อประเทศชาติร่วมกัน   โดยใช้เหตุการณ์ทุจริตสอบครั้งนี้เป็นบทเรียนและอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ที่ต้องเปลี่ยนผ่านจากความเฉื่อยชามาสู่การกวาดล้างทั้ง “รัฐกิจ-ธุรกิจ-ประชากิจ”  เพื่อสร้างสังคมที่ยึดมั่นในความถูกต้อง เป็นธรรม และมีความโปร่งใส

เพราะถ้าไม่ทำตอนนี้ ประเทศไทยย่อมไม่มีที่ยืนสำหรับลูกหลานในอนาคต การแก้ปัญหาอย่างจริงจังด้วยการวางระบบที่ทำให้คนชั่วไม่กล้าทำเพราะเห็นว่า“ไม่คุ้มค่า” และคนดีได้รับรางวัลอย่างสมเกียรติ  จึงเป็นทางรอดเดียวที่จะพาสังคมไทยหลุดพ้นจากหลุมดำแห่งความเสื่อมถอยและก้าวไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน