“ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามมุมมองพร้อมข้อกฎหมายน่าสนใจกับ นายทรงพล สุวรรณพงศ์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความรับผิดทางอาญาสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการโกงสอบ อาจต้องรับโทษแตกต่างกันตาม“บทบาท” หากเป็นผู้สมัครสอบที่“จ่ายเงิน” เพื่อจูงใจเจ้าพนักงานให้ใช้อำนาจโดยมิชอบ อาจเข้าข่ายฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ซึ่งกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าการกระทำครบองค์ประกอบความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ
ส่วนเจ้าพนักงานที่เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อแลกกับการใช้อำนาจในตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่ชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ซึ่งเป็น“ความผิดร้ายแรง” มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี จำคุกตลอดชีวิต หรืออาจถึงโทษประหารชีวิต พร้อมโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนด
ทั้งนี้ ความรับผิดของ“ผู้ซื้อคะแนน”อาจไม่ได้สิ้นสุดเพียงความผิดฐานให้สินบน หากพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่ามีการช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกให้เจ้าพนักงานกระทำความผิด เช่น ร่วมวางแผน ประสานงาน จัดหาบุคคล หรือมีบทบาทสนับสนุนอื่น ๆ ก็อาจเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งกำหนดให้ผู้สนับสนุนต้องรับโทษ 2 ใน 3 ของโทษที่กำหนดไว้ สำหรับความผิดที่สนับสนุนทั้งหมดขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานแต่ละคดี

พร้อมยกหลักกฎหมายไทยได้วางแนวทางไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่นำเงินไปมอบให้ผู้อื่นเพื่อจูงใจให้เกิดการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขคะแนนหรือช่วยให้สอบผ่าน ย่อมมีเจตนาร่วมในการกระทำที่ผิดกฎหมายมาตั้งแต่ต้น จึงไม่อาจอ้างตนเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยได้ ทั้งยังไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีฐานฉ้อโกงเพื่อเรียกเงินที่จ่ายไปคืนได้ เนื่องจากเงินดังกล่าวถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งริบเป็นของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33
นอกจากความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงิน ผู้ที่ซื้อคะแนนยังต้องเผชิญ“ผลทางกฎหมาย”ในหลายด้าน หากสามารถเข้าสู่ระบบราชการได้โดยอาศัย“ผลสอบ”ที่เกิดจากการทุจริต ก็ไม่ได้หมายความว่า“สถานะ”ข้าราชการจะมั่นคงถาวร เพราะพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ให้อำนาจหน่วยงานของรัฐ“เพิกถอน”คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ ทั้งโดยให้มีผลย้อนหลัง หรือมีผลในอนาคตตามเงื่อนไขของกฎหมาย
ดังนั้น หากภายหลังพบว่าการบรรจุแต่งตั้งเกิดขึ้นจากผลสอบที่ได้มาจากการทุจริต หน่วยงานย่อมมีอำนาจเพิกถอนผลสอบและเพิกถอนคำสั่งบรรจุแต่งตั้งได้ แม้บุคคลนั้นจะปฏิบัติราชการมาแล้วเป็นเวลา 1 ปี หรือ 2 ปีก็ตาม เพราะคำสั่งดังกล่าวถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น

รองโฆษกฯ เผยเมื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งมีปัญหาด้านคุณสมบัติ “การพ้นจากตำแหน่ง”ย่อมไม่กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้ดำเนินการไปก่อน เพื่อไม่ให้การบริหารราชการเกิดความเสียหายหรือขาดความต่อเนื่อง ขณะประเด็นเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง หรือสวัสดิการที่ผู้กระทำผิดได้รับไปแล้ว ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี ตามหลักลาภมิควรได้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ประกอบมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง โดยคำนึงถึงความสุจริต ความได้สัดส่วน และข้อเท็จจริงของแต่ละคดี ดังนั้น หน่วยงานของรัฐอาจมีสิทธิเรียกคืนเงินหรือผลประโยชน์ได้
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ ผู้ซื้อคะแนนจะมีโอกาสได้รับการ“รอการลงโทษ”หรือไม่ กฎหมายเปิดช่องให้ศาลใช้ดุลพินิจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากเข้าเงื่อนไขที่กำหนด ได้แก่ ศาลกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ผู้กระทำความผิดมีประวัติเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และศาลเห็นสมควรให้โอกาสกลับตัว โดยจะพิจารณาจากหลายด้าน รวมถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรมและประโยชน์สาธารณะ
แต่สำหรับคดีโกงสอบเข้ารับราชการ ศาลยังต้องชั่งน้ำหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบราชการและความเชื่อมั่นของประชาชน เพราะการทุจริตลักษณะนี้ทำลายความเสมอภาคในการแข่งขัน และกระทบต่อประโยชน์สาธารณะโดยตรง จึงเป็นไปได้ที่ศาลจะเห็นว่าไม่สมควรรอการลงโทษ แม้จำเลยจะเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของการโกงสอบยังไม่สิ้นสุดเพียงการดำเนินคดีหรือการเพิกถอนการบรรจุ แต่ยังอาจส่งผลต่อโอกาสรับราชการในอนาคต เพราะ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 กำหนดให้ผู้ที่เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการหรือสอบเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ เป็นผู้มีลักษณะ“ต้องห้าม”ในการเข้ารับราชการพลเรือนสามัญ

ดังนั้น หากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการสอบ บุคคลนั้นอาจไม่มีคุณสมบัติเข้ารับราชการ รวมถึงอาจได้รับผลกระทบต่อการสมัครในหน่วยงานของรัฐอื่นที่ใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน
ขณะเดียวกัน ผู้ที่สอบผ่านด้วยความสามารถของตนเองกลับเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อเกิดข้อสงสัยว่ามีการโกงสอบ หน่วยงานของรัฐมักต้อง“ชะลอ”การประกาศผลหรือการบรรจุแต่งตั้งเพื่อดำเนินการตรวจสอบ ส่งผลให้ผู้สอบผ่านโดยสุจริตสูญเสียโอกาสในการทำงาน รายได้ และความมั่นคงในชีวิต ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตแต่อย่างใด
ในทางกฎหมาย “ผู้สอบผ่านโดยสุจริต” อาจถือเป็นผู้ได้รับความเสียหาย หากพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเกิดจากการดำเนินงานของหน่วยงานที่ล่าช้าเกินสมควร โดยแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองยืนยันว่า หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง แยกผู้กระทำผิดออกจากผู้บริสุทธิ์ และดำเนินการบรรจุแต่งตั้งผู้ที่ผ่านการตรวจสอบแล้วโดยไม่ชักช้า

หากละเลยต่อหน้าที่หรือใช้อำนาจโดยมิชอบจนก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้ได้รับผลกระทบสามารถฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้หน่วยงานดำเนินการตามหน้าที่ ขอเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย แต่การจะได้รับ“ค่าชดเชย”จะต้องผ่านการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและความเสียหายเป็นรายกรณี มิใช่สิทธิที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
คดีโกงสอบจึงสะท้อนให้เห็นว่า คนโกงสอบคือการซื้อความเสี่ยงตลอดชีวิต ต้องเผชิญคดีอาญา เพิกถอนผลสอบ สูญเสียตำแหน่งข้าราชการ และถูกตัดสิทธิรับราชการถาวร พร้อมทำลายประวัติและโอกาสในชีวิต
ส่วนผู้สอบสุจริตสูญเสียโอกาส รายได้ และอนาคต ความเชื่อมั่นในระบบราชการพังทลาย รัฐต้องเสียเงินภาษีมหาศาลในการสอบใหม่และการสอบสวนเป็นไปได้อีกว่า หากมีคนโกงสอบเข้าไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อาจจะก่อทุจริตซ้ำซาก ทำร้ายประชาชนทั้งประเทศ ตำแหน่งราชการไม่ใช่ของคนมีเงิน แต่เป็นความไว้วางใจจากประชาชน
ดังนั้น การโกงสอบทำลายความเสมอภาค คุณธรรม และศรัทธาของประชาชนต่อรัฐ คือการทรยศสังคมทั้งหมด.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



