ปัจจุบัน ผู้คนทั่วโลกใช้ภาษาประมาณ 7,500 ภาษา โดยภาษาอังกฤษ ภาษาจีนกลาง ภาษาฮินดี ภาษาสเปน ภาษาอาหรับ และภาษาฝรั่งเศส เป็นภาษาที่ใช้กันมากที่สุด ทั้งคนที่เป็นและไม่เป็นเจ้าของภาษา แต่ถึงอย่างนั้น ตัวเลขข้างต้นกลับห่างไกลจากจำนวนภาษาสูงสุดในอดีต
นักวิจัยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์และข้อมูลเชิงลึกจากมานุษยวิทยา ภาษาศาสตร์ และประชากรศาสตร์ เพื่อประมาณการจำนวนภาษาที่ใช้ทั่วโลก ย้อนกลับไปประมาณ 12,000 ปี จนถึงช่วงสิ้นสุดยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย ซึ่งพวกเขาพบว่า ช่วงเวลาตั้งแต่สหัสวรรษแรกก่อนคริสต์ศักราช ถึงสหัสวรรษแรกหลังคริสต์ศักราช มนุษยชาติอาจพูดภาษาต่าง ๆ “หลายหมื่นภาษา”
กระนั้น นักวิจัยพบว่าจำนวนภาษาลดลงอย่างมาก นับตั้งแต่ “ยุคทองทางภาษา” เนื่องจากการแทนที่ของภาษาที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การขยายตัวของจักรวรรดิขนาดใหญ่ในสมัยโบราณ และลัทธิล่าอาณานิคมของยุโรปในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา
นางแคลร์ โบเวิร์น ศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์และมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยเยล ในรัฐคอนเนตทิคัต และผู้นำการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร “ไซเอนส์” (Science) กล่าวว่า ภาษามีความหมายต่อชุมชน เพราะมันบรรจุความรู้ ความเชื่อมโยง และความทรงจำ
“สำหรับนักวิทยาศาสตร์ ภาษาบรรจุข้อมูลมหาศาลเกี่ยวกับอดีต ตั้งแต่ที่อยู่อาศัยของผู้คน ไปจนถึงสิ่งที่พวกเขารับประทาน และสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกัน อีกทั้งมันยังเปิดโอกาสให้เราได้มองเห็นความคิดของมนุษย์” โบเวิร์น กล่าวเพิ่มเติม
อนึ่ง ตระกูลภาษาหลายตระกูลเกิดขึ้นและวิวัฒนาการ จนกระทั่งภาษาเขียนถือกำเนิดเป็นครั้งแรกในเมโสโปเตเมีย นั่นคือ ภาษาสุเมเรียนที่เขียนด้วยอักษรรูปลิ่ม ในช่วงสหัสวรรษที่สี่ก่อนคริสต์ศักราช และแยกออกไปในสถานที่ต่าง ๆ เช่น อียิปต์ จีน และเมโสอเมริกา ซึ่งนักวิจัยประมาณการว่า จำนวนภาษาที่ใช้ทั่วโลกในช่วงเวลาเดียวกันนั้น อยู่ระหว่าง 30,000 ภาษา ถึงมากกว่า 75,000 ภาษา และอาจอยู่ระหว่าง 4,500-6,200 ภาษา เมื่อประมาณ 12,000 ปีก่อน
เมื่อประชากรโลกค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในช่วงสหัสวรรษต่อมา และสังคมมนุษย์เกิดการเปลี่ยนแปลง จำนวนภาษาก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ภาษาหลักและภาษารองหลายภาษาเกิดขึ้นและหายไป เช่น ภาษาสุเมเรียน ภาษาฮิตไทต์ ภาษาอัคคาเดียน ภาษาอีทรัสคัน รวมถึงภาษาต่าง ๆ ที่ใช้ในอียิปต์โบราณและจีนโบราณ และภาษาคลิกบางภาษาในแอฟริกา
“ผู้คนที่พูดภาษาเหล่านั้นถูกฆ่า หรือเปลี่ยนไปพูดภาษาอื่น หรือถูกบังคับให้เปลี่ยนไปพูดภาษาอื่น” โบเวิร์น อธิบายถึงสาเหตุบางอย่างที่ทำให้ภาษาหายไป
นอกจากนี้ โบเวิร์นยังชี้ให้เห็นว่า ภาษาเก่าสามารถวิวัฒนาการเป็นภาษาใหม่ได้ เช่น ภาษาละติน ซึ่งเป็นภาษาของโรมันโบราณ กลายเป็นภาษาต่าง ๆ ที่ผู้คนใช้ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอิตาลี และภาษาสเปน ในช่วงหลายศตวรรษหลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ในปี 1019
ทั้งนี้ทั้งนั้น มหาอำนาจอาณานิคมมักใช้ “การครอบงำทางภาษา” เช่น อังกฤษปราบปรามภาษาไอริชในไอร์แลนด์ สเปนแบนภาษาพื้นเมืองในทวีปอเมริกา โปรตุเกสแบนภาษาพื้นเมืองในบราซิล ฝรั่งเศสกำหนดให้ใช้ภาษาฝรั่งเศสในอาณานิคมแอฟริกา และญี่ปุ่นปราบปรามภาษาเกาหลีในเกาหลี
แม้ภาษาบางภาษาสามารถคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ได้ เช่น ภาษาของชาวอินคา ชาวมายา และชาวแอซเท็ก ที่รอดพ้นจากความพยายามปราบปรามของชาวสเปน แต่ถึงอย่างนั้น ภาษาที่ใช้ในปัจจุบันในสัดส่วนเกือบ 50% ถูกจัดว่าตกอยู่ในความเสี่ยงของการสูญหาย
“ประชากรโลก 90% พูดภาษาเพียง 10% ของภาษาทั้งหมดในโลก ดังนั้น ภาษาหลายภาษาจึงมีผู้พูดและผู้ใช้ภาษามือจำนวนน้อย” โบเวิร์น กล่าวทิ้งท้าย.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



