เมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ชาวประมงอินโดนีเซียคนหนึ่งพบวัตถุทรงกระบอก “คล้ายตอร์ปิโด” ระหว่างลากอวนในน่านน้ำนอกชายฝั่งจังหวัดบาหลี โดยวัตถุดังกล่าวมีชื่อบริษัทจีนปรากฏอยู่ นักวิเคราะห์ด้านกิจการทางทะเลประเมินว่า น่าจะเป็นแท่นบันทึกข้อมูลใต้น้ำแบบไร้คนควบคุม ซึ่งอาจใช้สำหรับตรวจสอบหรือติดตามเรือที่แล่นผ่านพื้นที่


แม้เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศจีนไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุดังกล่าว แต่ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่อุปกรณ์ตรวจสอบทางทะเลของพลเรือนจะลอยเข้าไปในน่านน้ำของประเทศอื่น อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับกิจกรรมของจีนในน่านน้ำต่างประเทศ และบทบาทที่ขยายตัวของปักกิ่งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก


ในสัปดาห์เดียวกัน รัฐบาลปักกิ่งกล่าวหาพันธมิตรของสหรัฐในภูมิภาคว่า กำลัง “ปลุกปั่นความคิดแบบสงครามเย็น” ด้วยการเผยแพร่เรื่องราวที่จีนมองว่าเป็นข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการดำเนินการของรัฐบาลปักกิ่ง พร้อมปฏิเสธรายงานของนิวซีแลนด์ที่ระบุว่า บริษัทจีนพยายามติดตั้งอุปกรณ์สอดแนมภายในประเทศ


ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว นักวิเคราะห์มองว่า แม้ความสนใจของประชาคมโลกในเวลานี้จะมุ่งไปที่ความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียและสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่จีนยังคงเดินหน้าขยายการแสดงแสนยานุภาพและบทบาททางทหารในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ชายฝั่งจีนและบริเวณที่ปักกิ่งมองว่าเป็นผลประโยชน์สำคัญของตน


นางเจนนิเฟอร์ พาร์คเกอร์ อดีตเจ้าหน้าที่กองทัพเรือออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาและนักวิชาการ กล่าวว่า เหตุการณ์ในอ่าวเปอร์เซียและพื้นที่อื่นอาจดึงดูดความสนใจของโลก แต่การดำเนินการของจีนเองก็เพิ่มขึ้นและขยายวงกว้าง ทั้งในทะเลจีนใต้และพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลออกไป


ขณะเดียวกัน หลายประเทศเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความมุ่งมั่น ขีดความสามารถ และเจตจำนงระยะยาวของสหรัฐในการปกป้องพันธมิตร หากเกิดความขัดแย้งขึ้น ขณะที่จีนกำลังแสดงให้เห็นว่า อิทธิพลของตนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและยากที่จะเพิกเฉย


บทบาทของจีนยังเชื่อมโยงกับการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ในระดับโลก โดยหลายฝ่ายมองว่าการดำเนินนโยบายของปักกิ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเผชิญหน้าที่กว้างขึ้น ซึ่งครอบคลุมทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครนและความขัดแย้งในอิหร่าน โดยจีนถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จัดหาส่วนประกอบทางอุตสาหกรรมให้แก่รัสเซียและอิหร่าน แม้รัฐบาลปักกิ่งปฏิเสธว่าไม่มีวัตถุประสงค์ทางทหาร


สำหรับออสเตรเลีย ซึ่งต้องรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงและทำงานร่วมกับสหรัฐ นายเกรแฮม เฟลตเชอร์ อดีตเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำจีน อธิบายแนวทางดังกล่าวว่าเป็นการ “ยอมรับไปพร้อมกับโต้เถียง” คือร่วมมือกับจีนในด้านที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ต้องเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงด้านความมั่นคง


อีกปัจจัยสำคัญคือการควบคุมห่วงโซ่อุปทานด้านเทคโนโลยีและวัตถุดิบ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า บริษัทด้านการป้องกันประเทศและเทคโนโลยีของชาติตะวันตกยังประสบปัญหาในการจัดหาชิ้นส่วนที่ไม่ได้ผลิตในจีนอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะหลังจีนใช้มาตรการควบคุมการส่งออกแร่ธาตุหายากและแร่ธาตุสำคัญ


ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ไม่ว่าใครจะขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐต่อจากทรัมป์ในปี 2572 สหรัฐและพันธมิตรจะต้องเผชิญกับจีนที่มีอำนาจมากขึ้น และไม่ยอมถอยในประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญ ความท้าทายของโลกจึงอยู่ที่การหาวิธีรับมือและบริหารการแข่งขันกับมหาอำนาจที่กำลังขยายอิทธิพลอย่างต่อเนื่อง.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES