การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ แสดงไมตรีจิตกับนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ โดยแลกกับการเสียพันธมิตรที่มีมานานนั้น เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญสำหรับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงของสหรัฐในเอเชีย ขณะที่พันธมิตรหลายประเทศ ตั้งแต่ญี่ปุ่นไปจนถึงอินเดีย ประเมินอีกครั้งว่าพวกเขาสามารถพึ่งพารัฐบาลวอชิงตันได้มากน้อยแค่ไหน


เจ้าหน้าที่รัฐบาลและผู้สันทัดกรณีด้านความมั่นคง กล่าวว่า การตัดสินใจอย่างกะทันหันของทรัมป์ในเดือนนี้ ซึ่งนำไปสู่การลดระดับการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลเปียงยาง ตอกย้ำความกังวลที่ว่า ความไม่แน่นอนของทรัมป์อาจทำให้พันธมิตรที่รักษาสันติภาพในภูมิภาคนี้มาอย่างยาวนานเกิดความตึงเครียด


ญี่ปุ่นแสดงความกังวลว่า ตนเองอาจตกเป็นเป้าสายตาของทรัมป์ ขณะที่ประเทศเริ่มต้นการเจรจาด้านความมั่นคงที่ยากลำบาก ส่วนไต้หวันก็จับตามองอย่างระมัดระวังต่อการประชุมสุดยอดที่จะมีขึ้่นระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน และอินเดียเริ่มไม่แน่ใจเกี่ยวกับบทบาทของตัวเองในการประเมินสถานการณ์ทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลวอชิงตัน


“การตัดสินใจครั้งนี้จะยิ่งเพิ่มความสงสัยในภูมิภาค เกี่ยวกับพันธกรณีด้านความมั่นคงของสหรัฐอย่างแน่นอน” นายเจเรมี ชาน นักวิเคราะห์อาวุโสจากบริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมือง “ยูเรเชีย กรุ๊ป” และอดีตนักการทูตสหรัฐประจำญี่ปุ่นและจีน กล่าว


เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนหนึ่งกล่าวว่า ทรัมป์รู้สึกไม่พอใจที่พันธมิตรของสหรัฐ “ไม่สนับสนุนสงคราม” และแสดงความต้องการที่ชัดเจนให้หลายประเทศใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศมากขึ้น


ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวที่ทราบถึงการหารือระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐและเกาหลีใต้ ระบุว่า ทรัมป์มีความกระตือรือร้นที่จะเริ่มการเจรจากับเกาหลีเหนืออีกครั้ง และต้องการประสบความสำเร็จเวทีระหว่างประเทศนี้ เพื่อตอบโต้ความขัดแย้งกับอิหร่านที่ไม่เป็นที่นิยม


อย่างไรก็ตาม นายอิตสึโนริ โอโนะเดระ สมาชิกสภานิติบัญญัติผู้ทรงอิทธิพลของญี่ปุ่น และอดีตรมว.กลาโหมญี่ปุ่น กล่าวว่า ความพยายามของทรัมป์ที่จะพบหารือกับคิม ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังได้รับการตอบสนองอย่างเย็นชาจากรัฐบาลเปียงยาง อาจได้ผลลัพธ์ตรงกันข้ามจากที่หวังไว้ และทำให้เกาหลีเหนือฮึกเหิมยิ่งขึ้น


ด้านนักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า ทรัมป์อาจใช้การซ้อมรบร่วมกันญี่ปุ่นในเดือน ต.ค. นี้ เป็นเครื่องมือต่อรองให้เพิ่มการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งแม้เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลวอชิงตันและรัฐบาลโตเกียวไม่คาดว่าระดับการซ้อมรบจะลดลง แต่พวกเขาเตือนว่า ทรัมป์อาจเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ


ขณะที่ทรัมป์เตรียมตัวสำหรับการประชุมสุดยอดรอบล่าสุดกับสี ที่กรุงวอชิงตันในเดือนหน้า เจ้าหน้าที่รัฐบาลไทเปกล่าวว่า พวกเขาคาดหวังว่ารัฐบาลวอชิงตันจะแบ่งการขายอาวุธให้กับไต้หวันออกเป็นส่วนย่อย ๆ เป็นอย่างน้อย เพื่อพยายามหลีกเลี่ยงการทำให้รัฐบาลปักกิ่งไม่พอใจมากเกินไป


นายโดมิงโก หยาง จากสถาบันวิจัยด้านความมั่นคงและกลาโหม (ไอเอ็นดีเอสอาร์) สังกัดกระทรวงกลาโหมไต้หวัน กล่าวว่ามีความแตกต่างระหว่างคำพูดของทรัมป์ กับพฤติกรรมที่แท้จริงของสหรัฐ โดยชี้ให้เห็นว่าการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง การฝึกอบรม และการลาดตระเวนระหว่างสหรัฐกับไต้หวัน ยังคงมีอยู่อย่างมีนัยสำคัญ


กระนั้น บรรดานักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงกล่าวว่า การกระทำครั้งล่าสุดของทรัมป์ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นในอินเดีย ซึ่งสหรัฐมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความพยายามที่ดำเนินมานานหลายปี ในการดึงรัฐบาลนิวเดลีให้ใกล้ชิดมากขึ้น ในฐานะคู่ถ่วงดุลอำนาจกับรัสเซียและจีน.


ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS