ภาพสถานการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ในต่างประเทศ แม้พื้นที่ห่างไกล แต่ความรู้สึกกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้งกลับทำให้รู้สึกว่าอาจ“ใกล้ตัว”กว่าที่คิด ผลพวงแผ่นดินไหวในประเทศเพื่อนบ้านที่เกิดขึ้นเมื่อ 28 มี.ค.2568 เป็นหนึ่งสัญญาณที่ผู้คนยังจดจำ…เหตุการณ์เช่นนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ
“ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสอัปเดทการรับมือแผ่นดินไหวของประเทศไทย กับ ศ.ดร.นคร ภู่วโรดม นักวิจัย ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ย้อนเหตุการณ์แผ่นดินไหว 28 มี.ค.2568 ที่ให้บทเรียนและให้โอกาสได้ทบทวนหลายมิติ รวมถึงความพยายามอุดช่องว่างความพร้อมของหลายหน่วยงาน
ยกตัวอย่าง กทม.ติดตั้งระบบวัดการสั่นสะเทือนของอาคาร เพื่อใช้แจ้งเตือนโดยเฉพาะบุคลากรที่อยู่ในโรงพยาบาลจะได้ไม่ตื่นตระหนกถึงขั้นอพยพเช่นเหตุการณ์ที่แล้ว มีการทำระบบที่สามารถสื่อสารได้เร็วขึ้นในแง่ความปลอดภัย

ขณะหน่วยงานหลัก ๆ อย่างกรมโยธาธิการและผังเมือง มีการทบทวนปรับปรุงกฎหมายและการออกแบบต้านทานแผ่นดินไหว , กรมทรัพยากรธรณี มีการสำรวจ ศึกษา แผ่นดินไหว เรียกว่าเป็น“สเกล”ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม , กรมอุตินิยมวิทยา มีเครือข่ายตรวจวัดแผ่นดินไหว โดยปรับปรุงโดยจะทำระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าจากต่างประเทศได้ด้วย , กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่มีระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า มีการนำ Cell Broadcast มาใช้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนงานวิจัย นักวิจัยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติก็มีหลายเรื่องที่ช่วยกันทำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียกับประเทศเหมือนที่ผ่านมา
หากเผชิญเหตุอีกครั้ง หลังหน่วยงานตื่นตัวเปลี่ยนแปลง มองว่าควรแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะสั้น-ถ้ามีระบบ เช่น การสื่อสาร การให้ความรู้ ซึ่งเรียนรู้กันแล้วว่าต้องทำอย่างไร ไม่ให้โกลาหลเหมือนที่ผ่านมา ส่วนระยะยาว คือ การปรับมาตรฐานออกแบบที่ต้องใช้เวลา เพื่อให้มาตรฐานต้านทานแผ่นดินไหวที่ดีขึ้น

- คืบหน้า “เซ็นเซอร์วัดแรงสั่นไหว” อาคารสูง อาคารสาธารณะ
โครงการที่ติดตั้งระบบแจ้งผลแผ่นดินไหว ดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนแผ่นดินไหวเล็กน้อย ที่โรงพยาบาลกลาง สังกัด กทม. แต่ไม่ทันเสร็จก็เกิดเหตุ ซึ่งเดิมคนยังไม่เข้าใจว่าระบบทำประโยชน์อะไร แต่หลังเกิดเหตุมีความต้องการใช้ระบบนี้จำนวนมาก ล่าสุด ติดตั้งสําเร็จประมาณ 20 แห่ง เป็นอาคารสำคัญ เช่น โรงพยาบาลของรัฐ คาดภายในปีนี้จะดำเนินการเพิ่มให้ได้รวม 30-40 แห่ง
ภาพรวมติดตั้งเครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหว(ระบบ TUSHM) จำนวน 20 แห่ง แบ่งเป็น อาคารที่อยู่ในกลุ่มจังหวัดทางภาคเหนือ 13 แห่ง ในกทม. และปริมณฑล 7 แห่ง อาคารสำคัญที่มีการติดตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่ง“เสี่ยง”อยู่ใกล้รอยเลื่อน เช่น อาคารในพื้นที่ จ.เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน รวมถึงอาคารโรงพยาบาลในพื้นที่กทม. และอาคารของโรงพยาบาลในสังกัด กทม.ที่อยู่ระหว่างการติดตั้งด้วย
การติดตั้งระบบ TUSHM นอกจากอุปกรณ์ที่ติดไว้กับตัวอาคาร จะมีเว็บไซต์ให้เจ้าของอาคารสามารถเข้าไปดูรายงานข้อมูลการเคลื่อนไหวอาคารของตนเองได้ โดยเจ้าของจะสามารถดูข้อมูลเฉพาะอาคารตัวเองได้เท่านั้น ไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะ
อาคารที่ติดตั้งระบบนี้จะเป็นอาคารสูง จากเหตุแผ่นดินไหวที่ผ่านมาปัญหาหนึ่งที่พบในอาคารของโรงพยาบาล คือการอพยพผู้ป่วยลงมา ซึ่งไม่ควรมีปัญหานี้เกิดขึ้นอีก ทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) จึงเน้นแก้ปัญหาเร่งด่วน
“สำหรับอาคารโรงพยาบาลในจังหวัดภาคเหนือ เป็นโซนที่เรากังวลและพยายามเร่งติดตั้งอุปกรณ์เพื่อให้ทำงาน หากเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมา เหตุผลที่ติดตั้งในโรงพยาบาลก่อน เพราะการอพยพผู้ป่วยจะมีความยากลำบาก แต่หากสามารถมีข้อมูลชัดเจน จะไม่ต้องอพยพผู้ป่วยลงมาด้านล่าง ซึ่งในอนาคตจะขยายไปยังอาคารสำคัญลำดับอื่นๆต่อไป”

- รอยเลื่อนใดเสี่ยงกระทบสั่นไหวภาคเหนือ
ศ.ดร.นคร ระบุ เราจะมีผลกระทบแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนในภาคเหนือ และประเทศเพื่อนบ้าน เป็นทางฝั่งเหนือของประเทศ เช่น จากเมียนมาร์ ลาว จีนตอนใต้ ส่วนจังหวัดเสี่ยงคือ จังหวัดที่อยู่ในภาคเหนือแทบทั้งสิ้น อย่างจ.เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน รวมทั้ง จ.ตาก ทางด้านตะวันตก และอุตรดิตถ์ เป็นต้น
ทั้งนี้ กรอบของภาคเหนือถือว่าเป็นโซนเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวสูงมากกว่าภาคอื่นในไทย และอีกหนึ่งพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวคือ กทม.ที่เป็นแอ่งดินอ่อน
อย่างไรก็ตาม การติดตั้งระบบไปแล้ว ระบบจะแสดงให้เห็นข้อมูล เช่น ข้อมูลการติดตั้งว่าอยู่ที่อาคารไหนบ้าง , กราฟแสดงความการขยับของตึก แบบ“เรียลไทม์”ตามโซนสี หากอยู่ในโซนสีเขียวถือว่าปลอดภัย เรียกว่าเป็นการขยับตามธรรมชาติ ทำให้สามารถมอนิเตอร์ได้ตลอดเวลา

- กระแสตื่นตัวระบบแจ้งเตือน
ส่วนตัวเห็นว่าส่วนใหญ่ยังเป็นอาคารราชการ ส่วนเอกชนความสนใจเหมือนไฟไหม้ฟาง ช่วงเกิดแผ่นไหว 2-3 เดือนแรก ทุกคนให้ความสนใจ แต่เวลาผ่านไปก็ให้ความสำคัญน้อยลง ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวเปรียบเหมือนการตรวจสุขภาพอาคาร เหมือนตรวจสุขภาพร่างกาย ว่ามีโรคแอบแฝงหรือไม่ ถ้ารู้เร็วจะได้แก้ไขได้ทัน
“ระบบจะแจ้งให้ทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้เราสามารถตัดสินใจได้เลยว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยจะมีข้อความส่งเข้ามาให้ทราบว่า จากเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นนั้น มีผลกระทบมากหน่อยขนาดไหน”
หากไม่รุนแรงตัวอย่างข้อความจะขึ้นในลักษณะ ผลกระทบ: รู้สึกได้เกือบทุกคนในอาคาร อาจมีเสี่ยงกระทบกับของวัตถุขนาดเล็ก / คำแนะนำ : รักษาสติและเตรียมพร้อม
ข้อมูลที่ได้จะทำให้ทุกคนลดความสับสน ความกังวลต่อความแข็งแรง หรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับอาคาร เป็นประโยชน์กับอาคารสำคัญอย่างโรงพยาบาลที่ไม่จำเป็นต้องอพยพผู้ป่วยลงมา หรือจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา เราลงมาแล้วแต่ไม่กลับขึ้นไปใช้อาคารอีก เพราะไม่รู้ว่าอาคารยังแข็งแรงหรือไม่
“ระบบนี้จะทำงานอัตโนมัติ แล้วก็ให้ผลทันที ทำให้ลดการสูญเสียเชิงการให้บริการของอาคาร หากเป็นจังหวัดใหญ่ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภาคเหนือ ก็สามารถได้ข้อมูลในลักษณะเดียวกัน สามารถสื่อสารกับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ได้”

- เครือข่ายสถานีตรวจวัด TUSHM ภาคพื้นดิน
นอกจากติดตั้งระบบที่อาคาร ยังติดตั้งเพิ่มบริเวณสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวในจังหวัดทางภาคเหนือ ประมาณ 100 แห่ง โดยเป็นการติดตั้ง“บนพื้นดิน” เพื่อให้สามารถรับคลื่นแผ่นดินไหวได้โดยตรง เมื่อเกิดเหตุจะส่งข้อมูลทันที เป็นประโยชน์กับการบริหารความเสี่ยง
ปัจจุบันอยู่ระหว่างเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ให้ผู้บริหารจังหวัดใช้ประกอบการตัดสินใจ สั่งการ ส่งความช่วยเหลือเบื้องต้น ถือเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการที่พยายามใช้รับมือแผ่นดินไหวในระดับจังหวัด
สำหรับความแตกต่างของการติดตั้งบนพื้นดิน กับบนอาคาร การติดตั้งบนอาคารจะเป็นข้อมูลเฉพาะอาคารหลังนั้น ๆ จะไม่ได้เป็นข้อมูลลงถึงพื้น ไม่ได้แชร์ข้อมูลจนถึงหมู่บ้าน อำเภอ ต่างจากการติดตั้งบนพื้นดินจะวัดไปถึงทุกจุดในอำเภอ หรือในบริเวณนั้นได้
“การติดตั้งที่พื้นจะได้ข้อมูลประจำพื้นที่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สถานีแผ่นดินไหวของกรมอุตุนิยมวิทยาก็มี เพียงแต่สิ่งที่เรานำไปติดตั้งเพิ่มก็เพื่อช่วยให้เครือข่ายของกรมอุตุนิยมวิทยาถี่ขึ้น แน่นขึ้น ได้ข้อมูลเชิงผลกระทบต่อคน ต่ออาคารได้ชัดเจนขึ้น”
พร้อมย้ำระบบดังกล่าวจะช่วยเรื่องการสั่งการในระดับบรรเทาสาธารณภัยที่เป็นประโยชน์ นักวิจัยพยายามพัฒนาขึ้นเพื่อให้ประเทศไทยพร้อมรับมือกับภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



