นายมานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยครึ่งแรกของปี 2569 ว่า มีอัตราการเติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศรวม 167,665 หน่วย (+17.6%) คิดเป็นมูลค่ารวม 429,839 ล้านบาท (+9.8%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีมูลค่า 391,601 ล้านบาท
ปัจจัยหนุนหลักมาจาก มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ที่เดิมจะหมดอายุสิ้นเดือน มิ.ย. 69 ส่งผลให้ผู้ซื้อเร่งโอนกรรมสิทธิ์เป็นจำนวนมาก ประกอบกับการผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) และภาวะเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัว ช่วยหนุนกำลังซื้อให้กลับมาคึกคัก
บ้านมือสองครองสัดส่วน 63%
ตลาดยังคงสะท้อนความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) โดยมีความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ ดังนี้
- บ้านมือสอง VS บ้านใหม่ : ตลาดบ้านมือสองขยับขึ้นมาครองส่วนแบ่งมากถึง 63% ขณะที่บ้านใหม่มีสัดส่วน 37% เนื่องจากบ้านมือสองตอบโจทย์ความคุ้มค่าด้านราคาต่อตารางเมตร และมีทำเลที่ตั้งใกล้เมือง
- ระดับราคา : กลุ่มราคา 2.01–3.00 ล้านบาท มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 24% ขณะที่กลุ่มราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ปรับลดลงเหลือ 27%
- จำแนกตามประเภท : “บ้านจัดสรร” ยังคงเป็นตลาดหลัก สัดส่วน 70% (111,624 หน่วย มูลค่า 299,432 ล้านบาท) ส่วน “อาคารชุด” มีสัดส่วน 30% (56,041 หน่วย มูลค่า 130,407 ล้านบาท)
แนวโน้มทั้งปี 69 และปี 70
สนค. และ ธอส. ประเมินว่า แม้ไตรมาส 2 จะมีการเร่งโอนไปแล้ว แต่การที่รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองไปจนถึง 30 มิ.ย. 2570 จะช่วยประคองตลาดครึ่งปีหลังได้อย่างมีเสถียรภาพ
- ประมาณการปี 2569 : คาดการโอนกรรมสิทธิ์รวม 323,479 หน่วย (+2.3%) มูลค่าการโอน 880,760 ล้านบาท (+1.8%) และสินเชื่อปล่อยใหม่ 571,066 ล้านบาท (+1.4%)
- ประมาณการปี 2570 : คาดมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์จะโตต่อที่ 908,358 ล้านบาท (+3.1%) และสินเชื่อปล่อยใหม่ 582,688 ล้านบาท (+2.0%) อย่างไรก็ตาม จำนวนหน่วยโอนอาจลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 320,617 หน่วย (-0.9%) จากผลกระทบของต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้นและการบังคับใช้ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่
ต่างชาติชะลอตัว จีนวูบ
ภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติในครึ่งแรกปี 2569 ปรับตัวลดลงอยู่ที่ 6,533 หน่วย (-8.8%) มูลค่ารวม 28,267 ล้านบาท โดยสัญชาติที่โอนกรรมสิทธิ์สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
- จีน : มูลค่า 6,874 ล้านบาท (-27.7%) ยังคงเป็นผู้ซื้อหลักในพื้นที่กรุงเทพฯ และชลบุรี
- รัสเซีย : มูลค่า 3,603 ล้านบาท (+75.9%) เติบโตอย่างโดดเด่นในพื้นที่ภูเก็ตและชลบุรี
- เมียนมา : มูลค่า 2,457 ล้านบาท (-16.2%) เน้นทำเลในกรุงเทพฯ เป็นหลัก
(อันดับถัดมา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, ไต้หวัน, ฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, ออสเตรเลีย และอินเดีย)



