น.ส.ชุติมา เปรื่องเมธางกูร ประธานบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท รวยไม่หยุด จำกัด เปิดเผยในเวทีเสวนา เดลินิวส์ ทอล์ก 2026 หัวข้อ New World New Rules : โลกเปลี่ยนขั้ว ธุรกิจไทยต้องเปลี่ยนเกม ในหัวข้อ “แบรนด์ไทยกับโอกาสใหม่ในโลกที่กติกาเปลี่ยน” ว่า ปีนี้บริษัทมีธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มรวม 10 กว่าแบรนด์ ซึ่งได้ผ่านช่วงเวลาทั้งขาขึ้นและขาลงมาก โดยธุรกิจเกิดมาตั้งแต่ร้านอาหารเกาหลีไนซ์ทูมีทยู ที่สร้างกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเปิดสาขาไหนก็สามารถสร้างปรากฏการณ์คิวยาวเหยียด ณ วันนั้นถือเป็นความโชคดีของแบรนด์ที่เกิดมาถูกที่ถูกเวลา และถือเป็นเจ้าแรก ๆ ที่นำร้านอาหารเกาหลีขึ้นห้างสรรพสินค้า โดยแบรนด์ถือกำเนิดที่ “สยาม” ซึ่งเป็นแหล่งศูนย์รวมวัยรุ่น
หลังจากนั้นได้มีการเปิดตัวแบรนด์ชานมไข่มุกเสือพ่นไฟ ซึ่งสร้างปรากฏการณ์คิวยาวมหาศาลเช่นเดียวกัน โดยแบรนด์นี้ถือเป็นเจ้าแรก ๆ ในตลาดที่มีความแปลกใหม่และแตกต่างอย่างชัดเจน ด้วยกิมมิกการเสิร์ฟเครื่องดื่มที่ยื่นออกมาทางหัวเสือสามมิติ มีเสียงเอฟเฟกต์ เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ
ซึ่งแม้เปิดอะไรก็สำเร็จ แต่ในความจริงธุรกิจก่อนหน้านั้นก็เผชิญวิกฤติจนเกือบขาดทุน มีช่วงที่เกิดวิกฤติหนักที่สุดจนเกือบเอาตัวไม่รอด โดยช่วงปี 61 ที่เกิดจาก “ความประมาท” ของตัวเอง เนื่องจากในตอนนั้นเปิดแบรนด์ใหม่ขึ้นมาหลายแบรนด์ และทุกแบรนด์เติบโตเร็วมากจนได้รับการตอบรับที่ดี ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าความสำเร็จนั้นจะยั่งยืนถาวร
ผลจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดและการขยายสาขาตามโอกาสที่เข้ามาโดยไม่ได้วิเคราะห์อย่างชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายของแต่ละร้านคือใคร ประกอบกับภาวะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เริ่มลดลงหลังโควิดผ่านไปได้ประมาณ 1 ปี ส่งผลให้ในปี 67 เครือธุรกิจต้องสูญเสียรายได้ไปเกือบ 200 ล้านบาทภายในปีเดียว ทำให้บริษัทปรับตัวโดยไล่ปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรลงอย่างต่อเนื่อง แต่มองว่ายังเป็นความโชคดี ณ เวลานั้น เพราะรู้สึกว่าตัวเอง “ตัวเล็ก” อยู่

นอกจากนี้ หลังเกิดวิกฤติทำให้เห็นว่ากระแสเกาหลีเริ่มลดลง กลายเป็นกระแสญี่ปุ่น ไทย บริษัทจึงมองหาสินค้าใหม่ที่ลูกค้ามาซ้ำไม่เบื่อ จึงเปิดร้านอาหารไทยที่คนชอบกิน กินทุกวัน เปิดเป็นร้านเกศเตี๋ยว และปรับโครงสร้างองค์กรใหม่เสริมพอร์ต โดยหยุดอะไรที่ไม่สร้างกำไรและทุ่ม 100% ในพระเอกตัวใหม่ และยังไม่หยุดจะหาอะไรใหม่ๆ มาเติมเต็ม
“ตอนนี้โลกเรามันเปลี่ยนไป ไม่ใช่ว่าผู้ประกอบการที่ใหญ่จะเอาชนะผู้ประกอบการที่เล็กได้ แต่เราต้องหาวิธีการสร้างตัวตนในการสร้างคุณค่า ตอนนี้รวยไม่หยุดจึงนำทุกแบรนด์มาอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน และแชร์บทเรียนที่ทำให้แบรนด์อื่น ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นมา ไม่เจอสิ่งที่เป็นปัญหาเดียวกัน แล้วก็เติบโตแข็งแรงไปด้วยกัน อีกทั้งปีนี้เป็นปีที่ปรับแก้แบรนด์ อันไหนที่ดีก็เปลี่ยนให้ดีขึ้น แบรนด์ไหนที่ไม่รอดก็ต้องกล้าหยุด รู้จักตัดเพื่อรักษาสิ่งที่ยั่งยืน ต้องกล้ามองความจริง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดีหากเรารู้ว่าเมื่อไหร่ที่จะต้องหยุด รู้ว่าเมื่อไหร่ไปต่อ เหนื่อยก็พัก แล้วก็อะไรที่ไม่ดีก็หยุดเลย”
น.ส.ชุติมา กล่าวต่อว่า ณ วันนี้ธุรกิจอาหารถือเป็นแฟชั่น ที่เปลี่ยนตลอด แต่ละแบรนด์ไม่สามารถเปิดได้หลายสาขา ผู้บริโภคเปลี่ยนไปมาก แบรนด์ที่สำเร็จจะใช้วิธีเดิมๆ ไม่ได้ และวงจรอาหารสั้นลง มีสาขาเยอะๆ ไม่ได้แล้ว แบรนด์จึงต้องทำสร้างตัวตนและสร้างกระแสในโซเชียลมีเดียเพื่อกระตุ้นให้คนเห็นแล้วอยากกิน และเมื่อลูกค้าเข้ามาใช้บริการแล้ว อาหารต้องอร่อยและส่งมอบคุณค่า ที่ทำให้รู้สึกคุ้มค่าเงินเพื่อเกิดการกลับมาซื้อซ้ำ และต้องกลับมาวิเคราะห์ตัวเลขของแต่ละสาขาหรือแต่ละแบรนด์ที่เปิดว่ามีระบบที่รองรับและสร้างกำไรได้จริงหรือไม่ เพราะยอดขายที่สูง ไม่ได้การันตีว่าจะได้กำไรเสมอไป

อย่างไรก็ตาม ช่วงเริ่มต้นธุรกิจหรือเปิดแบรนด์ใหม่ควรใช้สัญชาตญาณและความชอบส่วนตัวนำทางสูงถึง 80% เพื่อกำหนดทิศทางและเป้าหมายหลัก จากนั้นเมื่อช่วงที่ธุรกิจพิสูจน์ตัวเองได้แล้วควรปรับสัดส่วนมาใช้ดาต้าประมาณ 60% และใช้สัญชาตญาณ 40% โดยให้มองว่าดาต้าเปรียบเสมือนเข็มทิศคอยนำทาง ส่วนสัญชาตญาณจะช่วยบอกเราว่าจะไปสู่เป้าหมายนั้นได้อย่างไร
“วัฒนธรรมอาหารไทยมีความแข็งแกร่งมาก และคนไทยมีความเก่งกาจในการสร้างสรรค์และรังสรรค์วัฒนธรรมการกินที่หลากหลายแต่สิ่งที่คนไทยขาดไปคือ ความมั่นใจในตนเอง รวมถึงขาดศักยภาพในเรื่องของการนำเสนอ และการสร้างตัวตนให้ชาวต่างชาติได้เห็น หากมีระบบการจัดการที่ดี มีมาตรฐานที่สามารถควบคุมและทำซ้ำได้ ก็จะช่วยให้แบรนด์ไทยสามารถเปิดสาขาในหลาย ๆ ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
สำหรับบริษัทรวยไม่หยุด ปัจจุบันประสบความสำเร็จในการขยายสาขาไปต่างประเทศแล้ว 5 ประเทศ และในปีนี้มีแผนจะเปิดร้านเพิ่มในอีก 3 ประเทศ ได้แก่ เกาหลี ฮ่องกง และออสเตรเลีย และก้าวต่อไปในอีก 2 ปีข้างหน้า จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารไทย ภายใต้แบรนด์เดิม เพื่อนำอาหารไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศในวงกว้างขึ้น และในอีก 3-5 ปีจากนี้ สร้างแบรนด์ไทยอีกหลาย ๆ ที่ มีเอกลักษณ์และจุดเด่นเป็นของตัวเอง จะสามารถก้าวออกไปประสบความสำเร็จในเวทีโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน



