“ทีมข่าวอาชญากรรม” สำรวจสถานการณ์กับหนึ่งหน่วยสกัดต้นทาง โดยเฉพาะปืนเถื่อนที่ดูเหมือนจะซื้อง่าย ขายคล่องในโลกออนไลน์ โดย พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. เปิดเผยว่า ปัจจุบันมาตรการครอบครองปืนต้องยกระดับและเพิ่มความเข้มงวด เน้นปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย ควบคุมตั้งแต่การนำเข้า การซื้อขาย จนถึงการครอบครอง และการใช้งานในที่สาธารณะ
เริ่มตั้งแต่กระบวนการขออนุญาตใบป.3(ซื้อ) และ ป.4(มีและใช้) จำเป็นต้องผ่านการตรวจประวัติ“สุขภาพจิต”และมีเอกสารรับรองความประพฤติจากผู้บังคับบัญชา
รวมถึงคุมเข้มปืนแบลงค์กัน โดยการจดทะเบียน ห้ามนำเข้าสิ่งเทียมอาวุธปืนที่สามารถดัดแปลงได้ง่าย และกำหนดยุทธศาสตร์ให้ผู้ครอบครองปืนแบลงค์กันหรือปืนบีบีกันดัดแปลง นำมาขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย พร้อมบังคับให้ผู้ครอบครองและผู้ขายต้องขึ้นทะเบียนและบันทึกข้อมูลการซื้อขาย โดยเฉพาะชื่อ-นามสกุลของผู้ซื้อทุกครั้ง

ทั้งนี้ ชี้ว่าการปราบปรามต้องทำทุกมิติ ทั้งตัดวงจรปิดกั้นช่องทางซื้อขายอาวุธปืน เครื่องกระสุน และอุปกรณ์ดัดแปลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ผิดกฎหมาย ต่อมาคือควบคุมการส่งพัสดุ ผ่านความร่วมมือกับบริษัทขนส่งในการตรวจสแกนพัสดุ ป้องกันการส่งอาวุธและเครื่องกระสุนทางไปรษณีย์
ควบคู่กับงดออกใบอนุญาตพกพา(ป.12) ชั่วคราว และ“เพิ่มโทษ”ผู้พกพาปืนเข้าสถานที่สาธารณะ อาทิ สถานศึกษา สถานบริการ สถานที่ท่องเที่ยว หรือสถานที่ชุมชน
นอกจากนี้ ยังกำหนดโควตาครอบครองกระสุน ห้ามนำกระสุนซ้อมออกจากสนามยิงปืนเด็ดขาด และสนามยิงปืนต้องบันทึกประวัติการซื้อกระสุนทุกครั้ง
สำหรับมาตรการสำคัญในขณะนี้คือ การตรวจสอบติดตามอาวุธปืนที่“มีทะเบียน”อยู่ในระบบและยังอยู่ในความครอบครองของผู้ได้รับอนุญาต เมื่อตรวจสอบการครอบครองปืนทั้งระบบจะทราบว่าอาวุธปืนที่หลุดหายออกจากระบบ ที่ไม่อยู่กับผู้ได้รับอนุญาตจริงมีจำนวนเท่าไหร่

รวมถึงเตรียมออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)เปิดให้ผู้ครอบครองปืนผิดกฎหมายหรือปืนที่หลุดจากระบบ นำส่งมอบคืนกระทรวงมหาดไทย“โดยไม่มีความผิด” ก่อนเพิ่ม“โทษหนัก”หากฝ่าฝืน เพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุด
ปัจจุบันแนวโน้มตลาดปืนเถื่อนออนไลน์ รอง ผบช.สอท. พบส่วนใหญ่เกิดจากการนำแบลงค์กันและปืนอัดลมมาดัดแปลง เนื่องจากไม่มีกฎหมายควบคุม ซื้อหาง่ายในราคา 10,000-15,000 บาท โดยมีกลไกเหมือนปืนจริง เพียงนำมาเปลี่ยนใส่ลำกล้องท่อโลหะที่ช่างกลึงทำขึ้น ก็สามารถใช้นำมายิงได้จริง
อย่างไรก็ตาม ยังพบช่องโหว่สำคัญอย่างการลักลอบนำกระสุนซ้อมออกจากสนามยิงปืนมาขายทางออนไลน์ ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มปืนดัดแปลง เพราะมีแรงระเบิดต่ำ ไม่ทำให้ตัวปืนแตกเสียหาย

“จากการปราบปรามต่อเนื่องในส่วนของตำรวจไซเบอร์ ตั้งแต่ปี 2566-2568 ส่งผลให้กลุ่มผู้ค้าปรับตัวหลบเลี่ยงการตรวจสอบด้วยการเปลี่ยนวิธีส่งพัสดุ โดยหันมาจ้างไรเดอร์อย่าง Grab หรือ Lineman นำสินค้าไปส่งที่บริษัทขนส่งแทน เพื่อปกปิดตัวตนไม่ให้มีชื่อปรากฏในระบบ”
สถิติชุดสืบสวนไซเบอร์ที่ปฏิบัติการพร้อมกันทั่วประเทศในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งแต่ ก.ค.2566 ถึงปัจจุบันรวม 10 ครั้ง เป้าหมายที่ไซเบอร์ทำการสืบสวนและกำหนดเป้าหมาย รวม 5,625 เป้าหมาย ตรวจค้นจับกุมได้ 3,319 ราย ยึดของกลางอาวุธปืนไม่มีทะเบียน 3,308 กระบอก จับกุมอาวุธปืนมีทะเบียน (มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต /ปืนผิดมือ) 736 กระบอก เครื่องกระสุน 290,866 นัด

แม้ผู้ค้าจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการขายออนไลน์อยู่ตลอด แต่เจ้าหน้าที่ยังคงติดตามสืบสวนต่อเนื่อง หลังพบกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ยังเข้าถึงคือ กลุ่มวัยรุ่นและนักเรียน นักศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มที่มีทักษะช่างกลึง มักซื้อปืนแบลงค์กันและปืนอัดลมมาดัดแปลงให้ใช้ยิงได้จริง เพื่อนำไปขายต่อ
ผลกระทบสำคัญของการมีอาวุธปืน“ตกสำรวจ”อยู่นอกระบบควบคุม คือทำให้ไม่มีการเก็บร่องรอย ตำหนิเข็มแทงชนวน ส่งผลให้ยากต่อการสืบสวนติดตามจับกุมเมื่อเกิดเหตุ
อีกทั้งยังสร้างความหวาดกลัวและทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวันตามสถานที่สาธารณะ สถานศึกษา และห้างสรรพสินค้า.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



