ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าว เมื่อเกิดขึ้นครั้งใดก็สั่นคลอนศรัทธาของชาวพุทธไม่น้อย ที่สำคัญปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึง “ความเปราะบาง” ที่น่ากังวล โดยเฉพาะเมื่อสังคมก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะปรากฏการณ์รูปแบบหนึ่ง ที่มีการเรียกชื่อปรากฏการณ์นี้ว่า “นารีพิฆาต” ซึ่งกำลังสั่นคลอนแวดวงผ้าเหลืองเวลานี้…
จนทำให้สังคมไทย “เกิดวิกฤติศรัทธา”
เกี่ยวกับปรากฏการณ์ “นารีพิฆาตพระ” นั้น นับวันดูจะยิ่งน่ากังวล โดยเฉพาะเมื่อสังคมไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัล โดยการพิฆาตในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการทำร้ายร่างกาย แต่หมายถึง การที่มิจฉาชีพใช้กลอุบายแสวงหาผลประโยชน์โดยมีพระสงฆ์เป็นเป้าหมาย หรือ “ล็อกเป้าพระเป็นเหยื่อ โดยเป้าหมายหลักของขบวนการเหล่านี้ คือการประสงค์ต่อทรัพย์สินและเงินทองของพระสงฆ์ โดยปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็เคยมีการนำมาสะท้อนอยู่เนือง ๆ เพื่อให้เห็นถึง “รูปแบบ-วิธีการ” ที่กลุ่มขบวนการเหล่านี้ใช้ล่อลวง อย่างไรก็ตาม แต่ที่ทำให้ตกใจก็คือแม้จะมีการเตือนเกี่ยวกับเรื่องนี้บ่อย ๆ แต่ดูเหมือนปัญหาดังกล่าวจะไม่บรรเทาเบาบางลง หากแต่ยิ่งเกิดปัญหาใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น โดยสะท้อนได้จากกรณีที่เป็นมีกระแสครึกโครมตอนนี้
อย่างไรก็ดี แม้จะไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่ก็ถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่สังคมจะต้อง “ร่วมกันหาทางออก-ร่วมกันแก้ปัญหา” แต่จะแก้อย่างไร จะมีวิธีป้องกันเช่นไรนั้น ลองมาดู “ข้อเสนอผ่านงานวิจัย” ที่วันนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” หยิบยกนำมาสะท้อนต่อ ณ ที่นี้กันดู โดยเริ่มจาก “คำเตือน” ที่ทาง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถึงขนาดต้องออกมาเผยถึง “เล่ห์แก๊งแสบ” รูปแบบนี้ว่า…แก๊งแสบแนวนี้มักจะมี สเต็ปการเข้าหาพระสงฆ์ที่ถูกล็อกเป้า ดังนี้คือ… 1.ใช้โปรไฟล์เป็นรูปผู้หญิงหน้าตาดี, 2.ขอแอดเฟรนด์กับพระในโซเชียลมีเดีย, 3.เริ่มจากชวนพระคุยเรื่องทั่วไป, 4.ขอแลกไลน์ส่วนตัวกับพระโดยอ้างว่าคุยช่องทางอื่นไม่สะดวก, 5.จะตีสนิทกับพระอย่างรวดเร็ว, 6.รุกด้วยการจีบพระ, 7.ชวนวิดีโอคอล …เป็นสเต็ป “โซเชียล” ที่เป็นปัจจัย “เอื้อต่อการใช้เล่ห์พิฆาตพระ”

ทั้งนี้ เมื่อพระที่ถูกมุ่งเป้าเป็นเหยื่อหลงกลโดยมีการวิดีโอคอลแล้ว “นางนกต่อ” ก็จะรีบ “เผด็จศึก” โดยการ “ชวนให้วิดีโอคอลสยิว” ซึ่งมีตั้งแต่ให้เหยื่อ “โชว์อาบน้ำออนไลน์” จนถึงยั่วยวนให้เหยื่อ “ช่วยตัวเองโชว์” โดยจะ “บันทึกคลิปสยิวไว้ใช้ขู่เรียกทรัพย์-ตบทรัพย์” ซึ่งมีพระจำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อแบบนี้ และที่สำคัญ…ไม่ได้มีแค่พระอ่อนอาวุโส แต่ “พระอาวุโส-พระผู้ใหญ่…ก็มี” …นี่เป็นหลักใหญ่ใจความอีกส่วนจากการระบุไว้โดย สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ได้มีการ “เตือนภัย” ไว้
นอกจากนี้ กรณี “ลวงสยิวผ่านโซเชียลเพื่อตบทรัพย์พระ” นั้น เรื่องนี้ทาง พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ก็ได้เคย “เตือนภัย” นี้ โดยสะท้อนไว้กับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… นอกจากมีพระหนุ่ม ๆ ที่เสียรู้เล่ห์หลอกล่อของแก๊งแบบนี้แล้ว ก็ยังมีพระชั้นผู้ใหญ่ที่โดนเล่นงานจากแก๊งแบบนี้ด้วย ซึ่งเท่าที่สังเกตพระสงฆ์ที่โดนส่วนใหญ่มักจะ “ติดกับดัก” ความสวยของผู้หญิงโดยแก๊งเหล่านี้จะใช้ “สาวสวยหน้าตาดี” มาเป็น “เหยื่อล่อ” ผ่านการ “วิดีโอคอล”ซึ่งพอสนิทมากขึ้น ก็จะหลอกล่อด้วยการ “ออดอ้อนพระ” เพื่อชวนให้เกิดความรู้สึกเอ็นดู หรือสงสาร ซึ่งกรณีนี้สะท้อนชัดเจนเลยว่า… เทคโนโลยีขยี้ศีลธรรมให้ยับเยินได้ง่ายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้แทบทุกอย่างจะต้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี…
อย่างไรก็ดี กับการ “ป้องกันการละเมิดพระวินัยของภิกษุ” นั้น…เรื่องนี้ก็ “สำคัญ” ซึ่งก็มีงานวิจัยที่น่าพิจารณา ที่จัดทำไว้โดย พระมหาบุญส่ง สิริภทฺโท บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ พระมหาอดิเดช สติวโร คณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ศึกษาเรื่องนี้ไว้ และเผยแพร่อยู่ใน วารสารพุทธมัคค์ ศูนย์วิจัยธรรมศึกษา ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2563) โดยวัตถุประสงค์การทำวิจัยเรื่องนี้ คณะวิจัยระบุว่า…เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการละเมิดพระวินัยและค้นหาแนวทางการป้องกันการละเมิดพระวินัยของภิกษุในสังคมไทย ซึ่งงานวิจัยนี้ได้สะท้อน “สภาพปัญหาการละเมิดพระวินัยของภิกษุ” ไว้ โดยสังเขปมีว่า… อาจเกิดได้จากปัจจัย 3 ประการ คือ…1.การไม่รู้พระวินัย 2.การไม่ปฏิบัติตามพระวินัย 3.การตีความพระวินัยต่างกัน โดยปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ อาจมีสาเหตุจาก การศึกษาและการปกครองคณะสงฆ์ หรือจาก ความสัมพันธ์กับอุบาสก อุบาสิกา รวมถึงอาจมีสาเหตุจาก สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
ในรายงานนี้ชี้ไว้ว่า… การที่จะถือว่าภิกษุ “ละเมิดพระวินัย” จะต้องมี “อาการ 6 อย่าง” ได้แก่… ต้องด้วยไม่ละอาย, ต้องด้วยไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะเป็นอาบัติ, ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำลง, ต้องด้วยสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร, ต้องด้วยสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร, ต้องด้วยลืมสติ …นี่เป็นอาการต่าง ๆ ที่ถือว่าละเมิดพระวินัย และส่วน ร้ายแรงที่สุดของการละเมิดพระวินัยของพระภิกษุสงฆ์ คือ… “ต้องอาบัติปาราชิก” ที่เกี่ยวกับ “ความผิด 4 อย่าง” ที่จะ ทำให้ขาดจากความเป็นภิกษุ ไม่สามารถแก้ไขได้ คือ…
ภิกษุที่เสพเมถุน กับมนุษย์ อมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย ทางทวารหนัก ทวารเบา หรือปาก เว้นแต่ภิกษุนั้นไม่รู้สึกตัว ไม่ยินดี วิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน ประสบทุกขเวทนาหนัก, ภิกษุลักเอาทรัพย์ ที่คนอื่นไม่ให้ได้ราคา 5 มาสก เว้นแต่ถือเอาความคุ้นเคย คือเคยเห็นกันมา เคยคบกันมา เคยบอกอนุญาตกันไว้ เขายังมีชีวิตอยู่ รู้ว่าเมื่อเราถือเอาแล้วเขาจักพอใจ, ภิกษุจงใจฆ่าเองหรือใช้ให้คนอื่นฆ่ามนุษย์ให้ตาย เว้นแต่ไม่ได้จงใจฆ่า ไม่รู้ ไม่มีความประสงค์จะฆ่า วิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน ประสบทุกขเวทนาหนัก, ภิกษุจงใจอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตน เว้นแต่ได้บรรลุ หรือไม่ประสงค์จะกล่าวอวด วิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน …นี่เป็น “ผิด 4 อย่าง” ที่ทำให้ “ขาดความเป็นพระ” จากการเป็นความผิดใหญ่ทำให้ “ต้องอาบัติปาราชิก”
ทั้งนี้ งานวิจัยพระภิกษุสงฆ์โดยพระภิกษุสงฆ์ดังกล่าวได้เสนอแนะ การแก้ไขปัญหาการละเมิดพระวินัย ป้องกันการต้องอาบัติปาราชิก ซึ่งโดยสังเขปมีว่า… มีหลายวิธีที่นำมาใช้ได้ ทั้งการแก้ปัญหาผ่านมาตรการทางพระวินัย และการแก้ด้วยการใช้หลักธรรม ผ่านแนวทางต่าง ๆ คือ…กรณี “เสพเมถุน” แนวทางป้องกัน ปลูกฝังให้ภิกษุยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์ สำรวมในกาม รักษาสมณสัญญา มีหิริโอตตัปปะ ไม่ทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมกับสตรีจนเกินไป รวมทั้งระมัดระวังการใช้คำพูด การให้ความสงเคราะห์ การเกี่ยวข้องกับสตรี ซึ่งแม้ใจบริสุทธิ์แต่ก็อาจเป็นที่ครหานินทา
กรณี “ลักทรัพย์” แนวทางป้องกัน ปลูกฝังให้ภิกษุพยายามไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน ของบุคคลอื่น ของวัด รักษาปาริสุทธิศีล 4 ให้บริสุทธิ์ ดำรงชีพด้วยความมักน้อยสันโดษในปัจจัย 4 หากต้องดูแลทรัพย์สินควรมอบหมายให้ไวยาวัจกรหรือกรรมการวัดดูแล ตั้งเป็นคณะกรรมการและทำบัญชีชัดเจน มีการตรวจสอบโปร่งใส, กรณี “ฆ่ามนุษย์” แนวทางป้องกัน เช่น ลดกิจกรรมที่อาจก่อเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายคนอื่น หากมีการจัดกิจกรรมก็ต้องรอบคอบ ไม่เกิดผลกระทบต่อคนอื่น, กรณี “อวดอุตตริ” แนวทางป้องกัน เช่น หมั่นพิจารณาหน้าที่ของบรรพชิตให้เกิดสมณสัญญา …เป็นแง่มุมจากงานวิจัยที่มีได้การศึกษาวิเคราะห์ปัญหานี้ไว้ ซึ่งสะท้อนว่า…แม้จะมีปัจจัยทำให้เกิดปัญหา แต่ก็ “มีวิธีป้องกัน”
ที่อาจนำมาใช้เป็น “จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ”
ที่ช่วย “ป้องกันกรณีผ้าเหลืองมัวหมอง”
ลดปัญหาพระ “ละเมิด-อาบัติปาราชิก”
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



