เกี่ยวกับประเด็นนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” อยากชวนสังคมร่วมตั้งคำถาม ไปพร้อมกับพิจารณามุมมองการวิเคราะห์ของ ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพจิต…

ที่สะท้อนแง่มุมเกี่ยวกับผลกระทบเรื่องนี้

รวมถึงให้แนวทางและคำแนะนำน่าสนใจ

เพื่อจะช่วย “ปลดกับดักบิวตี้สแตนดาร์ด”

ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์

ทั้งนี้ มุมมองเรื่องนี้ของ ดร.นพ.วรตม์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กรมสุขภาพจิต และผู้อำนวยการสำนักความรอบรู้สุขภาพจิต ชี้ว่า… ความกังวลใจจากผลกระทบของบิวตี้สแตนดาร์ดนั้นเริ่มมากขึ้น โดยเฉพาะใน “ยุคโซเชียล” ที่ผู้คนอยู่กับ “ฟีดบนหน้าจอ” แทบตลอดเวลา เมื่อกลุ่มที่มีอิทธิพลสร้างค่านิยมรูปลักษณ์แบบใดขึ้นมา และคนส่วนใหญ่คล้อยตาม บางคนจึงพยายามไปให้ถึง “มาตรฐาน” นั้น เพราะเชื่อว่าความสวยหล่อจะเพิ่ม “โอกาสที่ดี” ถึงขั้นยอมทุ่มเทหรือทำศัลยกรรม โดยมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าให้กับชีวิต… อย่างไรก็ตาม เมื่อไลฟ์สไตล์ของคนตอนนี้ ที่ชีวิตติดอยู่กับ “ฟีดบนหน้าจอ” ผู้คนย่อมเห็นแต่ภาพสวยหล่อซ้ำ ๆ แม้รู้ว่าภาพถูกเสริมแต่ง แต่ยอดไลก์ คำชม และสิทธิพิเศษที่คนตรงพิมพ์นิยมได้รับ ก็ทำให้หลายคนเชื่อว่า…

“รูปลักษณ์ที่ดี” คือเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญ

จนทำให้ความ “สวยหล่อ” กลายเป็น “รีวอร์ด”

ที่บางคนมองเป็น “ระบบให้รางวัล” ของสังคม

สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หมอแน็ตได้อธิบายว่า… อาจเป็นเพราะมีกลไกทางจิตวิทยารูปแบบหนึ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นั่นก็คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า… “Halo Effect” เมื่อความประทับใจต่อรูปลักษณ์ทำให้เราเผลอเติมคุณสมบัติอื่นให้คนนั้นว่า น่าเชื่อถือ มีความสามารถ หรือมีอนาคต ทั้งที่ยังไม่รู้จักกันจริง เมื่อคนตรงพิมพ์นิยมได้รับคำชม ความรัก และโอกาสมากกว่า การเปลี่ยนรูปลักษณ์จึงถูกมองเป็นการลงทุน ไม่ใช่เพียงความพอใจส่วนตัว

“คำถามคือใครกำหนดความดูดีตามพิมพ์นิยม เราอาจพอใจกับตัวเอง แต่เมื่อคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย บางคนก็เปลี่ยนตัวเองตามมาตรฐานนั้น ยิ่งสื่อต่าง ๆ นำเสนอภาพนักแสดงและศิลปินซ้ำ ๆ ก็ยิ่งกระตุ้นให้คนลดทอนคุณค่าตัวเอง แล้วปรับรูปลักษณ์ให้ตรงกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบ” ผู้เชี่ยวชาญระบุ

ดร.นพ.วรตม์ อธิบายอีกว่า… แม้บางคนอาจจะรู้สึกพอใจกับรูปลักษณ์ตนเอง แต่พอไปเห็น “ยอดไลก์และคำชม” บนโลกโซเชียลในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่คนอื่นได้รับ กรณีนี้ก็อาจกระตุ้นทำให้คนนั้นเกิดมุมมอง หรือมีทัศนคติที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะที่มีต่อตัวเอง เนื่องจากการที่คนหนึ่งเห็นคำชมหรือยอดไลก์ซ้ำ ๆ ที่คนอื่น ๆ ได้รับมากกว่าของตัวเอง กรณีนี้สมองของคนนั้น จะค่อย ๆ เรียนรู้ว่า… รูปลักษณ์แบบใดเป็นที่ต้องการ รูปลักษณ์แบบใดถึงจะได้รับคำชื่นชม จนทำให้ตนนั้นอาจจะแยกไม่ออกว่า… อะไรคือความชอบส่วนตัว อะไรคือมาตรฐานที่รับมาจากผู้อื่นจนเกิดการคล้อยตามมุมมองของคนอื่น ๆ…

ในที่สุดผลเสียก็วกย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง

เกิดการ “ลดทอนคุณค่า” ที่ตัวเองนั้นเคยมี

จากสิ่งที่เกิดขึ้นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตแสดงความกังวว่า…สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ “ผลกระทบต่อเยาวชนและวัยรุ่น” ในปัจจุบัน เพราะยุคนี้ที่เป็นยุคโซเชียลมีเดียนั้น เปิดโอกาสให้คนเราเปรียบเทียบตัวเองกับคนจำนวนมากตลอดเวลา ซึ่งถึงแม้จะรู้ดีว่า… ภาพไร้ที่ติที่มองเห็นในโซเชียลนั้น ผ่านการเลือกมุม แสง และการปรับแต่งมาก่อนแล้วก็ตาม แต่เมื่อสมองของคนเราได้เห็นภาพแบบนี้ซ้ำ ๆ สมองของเราก็อาจเผลอคิดไปเองโดยมองว่า… เป็นเรื่องปกติ ทำให้บางคนจึง “ชอบตัวเองเวอร์ชันปรับแต่ง” มากกว่าภาพจริง

“เคยมีงานทดลองวิจัยในกลุ่มวัยรุ่นหญิง ซึ่งพบว่า… ภาพที่โพสต์ลงใน Instagram ที่ผ่านการปรับแต่งอาจทำให้ความรู้สึกต่อร่างกายแย่ลง โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น ถึงแม้ผลนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนก็ตาม” …เป็นผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ที่ทาง ดร.นพ.วรตม์ นำมาอ้างถึงเพื่อฉายภาพให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น

การที่สมองคนเราได้เห็นบางภาพซ้ำ ๆ บ่อย ๆ

ก็มีผลทำให้คนเราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบได้

นอกจากนนั้น เมื่อภาพที่ใช้ฟิลเตอร์ปรับแต่งจนสวยหล่อหรือดูดีเกินจริงได้รับยอดไลก์และคำชมมากกว่าภาพจริง หรือภาพที่ไม่ตกแต่งด้วยฟิลเตอร์ ดังนั้นบางคนจึงอาจเรียนรู้ว่า… ตัวเองแบบนั้นเป็นที่ยอมรับกว่า ทำให้จากเดิมที่เคยใช้ฟิลเตอร์เพื่อความสนุก จึงกลายเป็นความไม่มั่นใจในภาพจริง และนำไปสู่ “การลดทอนคุณค่าตัวเอง” โดยเรื่องนี้ ดร.นพ.วรตม์ ย้ำว่า… การอยากดูดีเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากรู้สึกว่า… ต้องดูดีตลอดเวลาจึงจะได้รับการยอมรับ ปัญหาอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้คนที่เกิดภาวะอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ ทำให้ไม่กล้าถ่ายรูป ไม่กล้าพบเพื่อน หรือไม่กล้าออกไปลองสิ่งใหม่ ๆ เพราะกลัวคนเห็นตัวตนจริง ๆ ที่ไร้ฟิลเตอร์ และที่สำคัญเมื่อเกิดความคิดที่ลดทอนคุณค่าตัวเองไปแล้ว คนนั้นก็จะยิ่งรู้สึกกลัวจะถูกคนอื่นตัดสิน และความรู้สึกนี้ก็อาจทำให้กลายเป็น “แยกตัวจากโลกจริง”

จนอาจพัฒนาไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตได้

สำหรับ “ทางออก” ของเรื่องนี้ ดร.นพ.วรตม์ ย้ำเตือนกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… ในอีก 5–10 ปี โลกอาจจะมีเครื่องมือที่สามารถช่วยทำให้คนดูดีขึ้นง่ายกว่าเดิม แต่ขณะเดียวกันก็อาจจะยิ่งทำให้มีคนที่รู้สึกว่า… ตัวเองดีพอน้อยลงเช่นกัน เพราะในเมื่อเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าช่วยให้คนเราดูสวยหล่อ หรือดูดีได้สะดวกและง่ายขึ้น แน่นอนว่า… “บิวตี้สแตนดาร์ด” หรือ “มาตรฐาน” เรื่องนี้ก็ย่อมจะต้องขยับสูงตาม ทำให้สิ่งที่หวั่นใจและน่ากลัวในอนาคตก็คือ… ความเปลี่ยนแปลงธรรมดาของร่างกายอาจกลายเป็นสิ่งที่จะต้องแก้ไขไปตลอดชีวิตสำหรับบางคน …เป็นคำเตือนที่น่าพิจารณาจาก ดร.นพ.วรตม์

ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้สังคมไทยไปถึง “ทางแพร่งที่อันตราย” ดร.นพ.วรตม์ เสนอ 5 แนวทาง คือ 1. สร้างทักษะรู้เท่าทันสื่อ ในโรงเรียน ครอบครัว และแพลตฟอร์ม 2. หยุดส่งต่ออคติ ผ่านมุกเรื่องรูปร่าง สีผิว วัย และคำชมแบบมีเงื่อนไข 3. เปิดพื้นที่ให้ความหลากหลาย มีบทบาทหลักในสื่อ 4. แยกรูปลักษณ์จากความสามารถ โดยองค์กรใช้เกณฑ์สมรรถนะที่ตรวจสอบได้ และ 5. สร้างช่องทางช่วยเหลือ ก่อนความทุกข์ลุกลาม …ทั้งหมดคือคำแนะนำ และแนวทางเพื่อป้องกันปัญหานี้…

“กับดักบิวตี้สแตนดาร์ด” ที่ยุคโซเชียลเช่นนี้

ดูเหมือนมองห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์