การเลือกตั้งระดับรัฐของเยอรมนีในเดือนก.ย.นี้ กำลังถูกจับตามองในฐานะบททดสอบครั้งสำคัญของระบบการเมืองยุคหลังสงคราม แม้แต่ละรัฐจะมีปัญหาและบริบทแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เชื่อมโยงสนามเลือกตั้งในรัฐซัคเซิน-อันฮัลต์ รัฐเมคเลินบวร์ค-ฟอร์พ็อมเมิร์น และกรุงเบอร์ลินเข้าด้วยกัน คือการขยายตัวของพรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี หรือ เอเอฟดี จากพรรคฝ่ายขวาที่เคยอาศัยกระแสต่อต้านชนชั้นนำ กำลังขยับเข้าใกล้สถานะพรรคซึ่งอาจมีอำนาจกำหนดทิศทางการเมืองระดับรัฐอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ รัฐซัคเซิน-อันฮัลต์ เป็นรัฐแรกที่พรรคเอเอฟดีคว้าชัยชนะได้สำเร็จแบบทิ้งห่าง จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ที่พรรคขวาจัดคว้าชัยในสนามเลือกตั้งระดับรัฐของเยอรมนี

ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากนโยบายใดนโยบายหนึ่ง แต่เป็นผลจากการผสมผสานระหว่างความไม่พอใจทางเศรษฐกิจ ความวิตกต่อการย้ายถิ่นฐาน ความรู้สึกว่าพื้นที่อดีตเยอรมนีตะวันออกถูกละเลย และความเสื่อมศรัทธาต่อพรรคการเมืองกระแสหลัก พรรคเอเอฟดีประสบความสำเร็จ ในการนำความไม่พอใจหลายรูปแบบมารวมไว้ในเรื่องเล่าเดียว นั่นคือ เยอรมนีถูกบริหารโดยชนชั้นนำที่อยู่ห่างไกลประชาชน และจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบ มากกว่าการปรับปรุงนโยบายเพียงบางส่วน

อลิซ ไวเดิล และทีโน ชรูพัลลา ผู้นำร่วมของพรรคเอเอฟดี พร้อมด้วยอูลริช ซีคมุนด์ (คนกลาง) แกนนำพรรคเอเอฟดีในรัฐซัคเซิน-อันฮัลต์ ในการแถลงข่าวที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี 7 ก.ย. 2569 หลังชนะการเลือกตั้งระดับรัฐ ในรัฐซัคเซิน-อันฮัลต์

นโยบายที่มุ่งเปลี่ยนทิศทางของรัฐ

แกนกลางทางนโยบายของพรรคเอเอฟดี ยังคงเป็นเรื่องการย้ายถิ่นฐาน พรรคเสนอการบังคับใช้กฎหมายส่งกลับผู้ไม่มีสิทธิพำนักอย่างเข้มงวด ลดแรงจูงใจด้านสวัสดิการ และใช้แนวคิด “รีไมเกรชัน” เพื่ออธิบายการย้อนกลับของนโยบายการย้ายถิ่นฐานที่พรรคเห็นว่าล้มเหลว สำหรับผู้สนับสนุน นี่คือการนำหลักนิติรัฐและการควบคุมพรมแดนกลับคืนมา แต่สำหรับฝ่ายคัดค้าน คำดังกล่าวมีความหมายกว้างและคลุมเครือ จนอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อผู้อพยพ รวมถึงผู้ที่พำนักอยู่ในเยอรมนีอย่างถูกกฎหมาย

ในรัฐซัคเซิน-อันฮัลต์ นโยบายของพรรคเอเอฟดี ไปไกลกว่าการควบคุมการย้ายถิ่นฐาน แผน “Vision 2026” หรือ “วิสัยทัศน์ 2026” เสนอให้ทบทวนเงินสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคม ปรับเปลี่ยนแนวทางด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ตลอดจนสร้างหลักสูตรที่ให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจในชาติมากขึ้น

พรรคเอเอฟดียังต้องการลดอิทธิพลของแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางเพศและวัฒนธรรมในสถาบันของรัฐ โดยอธิบายว่าเป็นการทำให้โรงเรียนกลับมาเน้นความรู้ ระเบียบวินัย และรากฐานทางประวัติศาสตร์ของเยอรมนี ขณะที่นักวิชาการและองค์กรภาคประชาสังคมมองว่านโยบายดังกล่าวอาจทำให้พื้นที่ทางการศึกษาและวัฒนธรรมถูกควบคุมด้วยกรอบชาตินิยมมากขึ้น

อีกสมรภูมิหนึ่งคือสื่อสาธารณะ พรรคเอเอฟดีวิจารณ์ระบบกระจายเสียงสาธารณะของเยอรมนีมาอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าสื่อเหล่านี้มีขนาดใหญ่ ใช้งบประมาณสูง และมีแนวโน้มสนับสนุนมุมมองของฝ่ายเสรีนิยม พรรคจึงเสนอให้ยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนข้อตกลงที่เป็นฐานทางกฎหมายของสื่อสาธารณะ พร้อมลดภาระค่าธรรมเนียมที่ประชาชนต้องจ่าย สำหรับพรรคเอเอฟดี นี่คือการรื้อโครงสร้างผูกขาดทางข้อมูล แต่ฝ่ายตรงข้ามมองว่าสื่อสาธารณะเป็นกลไกสำคัญของประชาธิปไตย โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลบิดเบือนแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

ประเด็นที่สร้างความกังวลมากยิ่งกว่า คือท่าทีต่อสำนักงานพิทักษ์รัฐธรรมนูญเยอรมนี ซึ่งมีหน้าที่เฝ้าระวังแนวคิดสุดโต่ง พรรคเอเอฟดีในรัฐซัคเซิน-อันฮัลต์ ถูกหน่วยงานระดับรัฐจัดให้อยู่ในกลุ่มขวาจัดสุดโต่ง ที่ได้รับการยืนยันแล้ว ขณะที่นายอูลริช ซีคมุนด์ แกนนำพรรคเอเอฟดีในรัฐซัคเซิน-อันฮัลต์ เสนอให้ทบทวนภารกิจหรือปรับโครงสร้างสำนักงานดังกล่าว โดยจำกัดบทบาทไปที่การต่อต้านการจารกรรมและการก่อการร้าย

ผู้สนับสนุนพรรคเอเอฟดีมองว่า หน่วยงานแห่งนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ส่วนฝ่ายวิจารณ์เกรงว่าการเปลี่ยนผู้บริหารและขอบเขตอำนาจขององค์กรตรวจสอบ อาจเปิดทางให้รัฐบาลลดทอนกลไกที่ทำหน้าที่ตรวจสอบตนเอง

ในประเด็นเศรษฐกิจ พรรคเอเอฟดีวางบทบาทของตัวเอง เป็นตัวแทนของครัวเรือน ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่รู้สึกว่าต้องแบกรับต้นทุนจากกฎระเบียบและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พรรคคัดค้านนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ต่อต้านการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างรวดเร็ว และเรียกร้องให้ลดภาษีกับกฎระเบียบต่าง ๆ ท่าทีดังกล่าวได้รับความสนใจในเมืองขนาดเล็กและพื้นที่ชนบท ซึ่งผลประโยชน์จากเศรษฐกิจสีเขียวยังไม่ปรากฏชัดเท่าต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่าย

พรรคเอเอฟดียังเชื่อมโยงนโยบายพลังงานเข้ากับนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องให้ผ่อนคลายหรือยุติมาตรการคว่ำบาตรด้านพลังงานต่อรัสเซีย และฟื้นความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างเยอรมนีกับรัสเซีย ในมุมของพรรค นี่คือการคุ้มครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเยอรมนี แต่ฝ่ายรัฐบาลและพรรคกระแสหลักเห็นว่าแนวทางดังกล่าวอาจบั่นทอนจุดยืนร่วมของยุโรป รวมถึงลดความน่าเชื่อถือของเยอรมนีในหมู่พันธมิตร

นายฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี

ภาพลักษณ์ใหม่ของพรรคขวาจัด

ความสำเร็จของพรรคเอเอฟดีส่วนหนึ่งมาจากการปรับภาพลักษณ์ของผู้สมัคร ซีคมุนด์ ซึ่งอยู่ในวัยสามสิบกลาง ๆ นำเสนอตัวเองไม่ใช่นักอุดมการณ์ผู้เคร่งขรึม แต่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่พูดตรง ใช้ภาษาง่าย และเข้าใจปัญหาในชีวิตประจำวัน เขาใช้วิดีโอสั้น พอดแคสต์ และสื่อสังคมออนไลน์เพื่อสื่อสารโดยไม่ต้องผ่านการคัดกรองของสื่อกระแสหลัก วิธีดังกล่าวช่วยให้พรคเอเอฟดีเปลี่ยนประเด็นอ่อนไหว ให้กลายเป็นบทสนทนาที่ดูธรรมดา และทำให้ข้อเสนอซึ่งเคยอยู่นอกกระแสหลักค่อย ๆ ถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่สามารถถกเถียงได้

ภาพลักษณ์ของพรรคเอเอฟดีจึงมีสองด้านพร้อมกัน สำหรับผู้สนับสนุน พรรคคือกระบอกเสียงของคนที่ถูกมองข้าม กล้าพูดถึงปัญหาการย้ายถิ่นฐาน ความปลอดภัย ค่าครองชีพ และความแตกต่างระหว่างเยอรมนีตะวันออกกับตะวันตก ส่วนสำหรับฝ่ายคัดค้าน พรรคเอเอฟดีกำลังใช้ความไม่พอใจที่มีอยู่จริงเป็นฐานในการผลักดันแนวคิดชาตินิยมแบบกีดกัน และอาจเปลี่ยนสถาบันของรัฐเมื่อมีอำนาจบริหาร

ในรัฐเมคเลินบวร์ค-ฟอร์พ็อมเมิร์น ภาพลักษณ์ดังกล่าวทำให้พรรคเอเอฟดีนำพรรคสังคมประชาธิปไตย ( เอสพีดี ) ในผลสำรวจหลายชุด แม้คะแนนนิยมของพรรคเอสพีดีจะเริ่มตีตื้นในช่วงท้ายของการหาเสียง ผลสำรวจช่วงต้นเดือนก.ย.สะท้อนว่า พรรคเอสพีดีมีคะแนนนิยมขยับขึ้นมาอยู่ประมาณ 32% แต่พรรคเอเอฟดียังคงมีคะแนนนำอยู่ ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งท้องถิ่นในวันที่ 20 ก.ย.นี้ มีความซับซ้อน

ส่วนกรุงเบอร์ลินเป็นสนามที่ต่างออกไป พรรคเอเอฟดีไม่ได้ครองความได้เปรียบแบบเดียวกับรัฐทางตะวันออก แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในหลายพรรคที่แข่งขันกันอย่างสูสี ผลสำรวจต้นเดือนก.ย.บางชุด ยังให้พรรคซีดียูมีคะแนนนิยมนำที่ 21% ตามด้วยพรรคฝ่ายซ้าย ขณะที่พรรคเอเอฟดีอยู่ในกลุ่มหัวตาราง ความนิยมของพรรคกระจุกตัวมากกว่าในเขตรอบนอก ซึ่งประชาชนกังวลเรื่องอาชญากรรม การย้ายถิ่นฐาน ที่อยู่อาศัย และความรู้สึกว่าการบริหารเมืองให้ความสำคัญกับศูนย์กลางมากกว่าชุมชนชายขอบ

เมื่อ“กำแพงกักกัน”เริ่มเผชิญแรงกดดัน

พรรคกระแสหลักของเยอรมนีใช้แนวทาง “บรันเดินเมาเออร์” ( Brandmauer ) หรือ “กำแพงกักกัน” โดยปฏิเสธการร่วมรัฐบาลกับพรรคเอเอฟดีมาตลอด ยุทธศาสตร์ดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการว่า พรรคซึ่งถูกมองว่ามีแนวคิดขวาจัดไม่ควรได้รับความชอบธรรมผ่านความร่วมมือทางการเมือง แต่เมื่อพรรคเอเอฟดีมีคะแนนนิยมใกล้ถึง 40% กำแพงดังกล่าวย่อมมีต้นทุนสูงขึ้น เพราะพรรคที่เหลือต้องรวมตัวกันข้ามความแตกต่างทางอุดมการณ์เพื่อสร้างเสียงข้างมาก

สำหรับพรรคซีดียู ความท้าทายยิ่งละเอียดอ่อน หากขยับเข้าใกล้พรรคเอเอฟดี ก็เสี่ยงสูญเสียภาพลักษณ์พรรคอนุรักษนิยมกระแสหลัก แต่หากร่วมมือกับพรรคฝ่ายซ้ายเพื่อกันพรรคเอเอฟดีออกจากอำนาจ ก็อาจทำให้ผู้สนับสนุนฝ่ายขวาบางส่วนรู้สึกว่าพรรคละทิ้งจุดยืนของตนเอง ขณะที่พรรคเอสพีดี พรรคกรีน และพรรคฝ่ายซ้ายต้องเผชิญกับคำถามว่า การกีดกันพรรคเอเอฟดีด้วยการจัดตั้งพันธมิตรขนาดใหญ่ จะยิ่งตอกย้ำคำกล่าวหาของพรรคเอเอฟดีหรือไม่ว่า พรรคเก่าทั้งหมดเป็นกลุ่มอำนาจเดียวกัน

พรรคเอเอฟดีจึงสามารถได้ประโยชน์ทั้งจากการเข้าร่วมและการถูกกีดกัน หากได้บริหารรัฐ พรรคจะมีโอกาสพิสูจน์ว่าตนสามารถเปลี่ยนความนิยมให้เป็นการบริหารจริง แต่หากยังถูกกันออกจากรัฐบาล พรรคก็สามารถรักษาภาพลักษณ์ฝ่ายต่อต้านระบบ และโยนความรับผิดชอบต่อปัญหาต่าง ๆ ให้พรรคกระแสหลักต่อไป

อนาคตของพรรคเอเอฟดีและระเบียบการเมืองเดิม

เส้นทางในอนาคตของพรรคเอเอฟดียังไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า การได้รับคะแนนสูงไม่เท่ากับการได้อำนาจบริหาร เพราะระบบสัดส่วน จำนวนพรรคที่ผ่านเกณฑ์ และความเป็นไปได้ของรัฐบาลผสมล้วนมีผลต่อจำนวนที่นั่ง อย่างไรก็ตาม แม้พรรคเอเอฟดีไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ การครองเสียงจำนวนมากก็อาจทำให้การผ่านกฎหมาย การเลือกผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ และการสร้างเสียงข้างมากในรัฐสภายากขึ้น

หากพรรคได้บริหารรัฐ สิ่งที่ถูกจับตาจะไม่ใช่เฉพาะนโยบายการย้ายถิ่นฐาน แต่รวมถึงวิธีปฏิบัติต่อสื่อ โรงเรียน มหาวิทยาลัย องค์กรวัฒนธรรม ภาคประชาสังคม และหน่วยงานความมั่นคง เพราะสถาบันเหล่านี้เป็นฐานสำคัญของระบบตรวจสอบและถ่วงดุล ความเปลี่ยนแปลงระดับรัฐยังอาจส่งผลถึงสภาสหพันธ์ หรือรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจต่อรองกฎหมายระดับประเทศ และอาจจำกัดความคล่องตัวของรัฐบาลฟรีดริช แมร์ซในเรื่องเศรษฐกิจ พลังงาน การย้ายถิ่นฐาน และนโยบายยุโรป

โจทย์ของพรรคกระแสหลักจึงไม่ใช่เพียงการรักษา “กำแพงกักกัน” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดประชาชนจำนวนมากจึงรู้สึกว่า พรรคเอเอฟดีคือทางเลือกเดียว การประณามพรรคฝ่ายขวาจัดโดยไม่แก้ปัญหาค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาค ความมั่นคงทางสังคม และความกังวลต่อการย้ายถิ่นฐาน อาจไม่เพียงพออีกต่อไป ในทางกลับกัน การรับเอาวาทกรรมของพรรคเอเอฟดีมาใช้โดยไม่มีเส้นแบ่งชัดเจน ก็อาจช่วยทำให้แนวคิดสุดโต่งกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น

การเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือนก.ย. นี้ จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันว่าใครจะได้ครองรัฐบาลในแต่ละรัฐ แต่เป็นการต่อรองความหมายใหม่ของการเมืองในเยอรมนี พรรคเอเอฟดีกำลังพิสูจน์ว่า พรรคประท้วงสามารถพัฒนาเป็นพรรคมวลชนและผู้ท้าชิงอำนาจได้ ส่วนกลุ่มอำนาจเก่าต้องพิสูจน์ว่าเหตุผลในการดำรงอยู่ของตนมีมากกว่าการรวมตัวกันเพื่อสกัดคู่แข่ง

อนาคตของเยอรมนีอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “กำแพงกักกัน” จะยืนอยู่ได้นานเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าระบบการเมืองเดิมจะฟื้นความไว้วางใจของประชาชนได้ก่อนที่พรรคเอเอฟดีจะเปลี่ยนจากผู้ท้าชิง ให้กลายเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐหรือไม่.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, REUTERS