สารพัดปัจจัยกดดัน
ปัจจัยจากต่างประเทศที่กดดันหนักสุด คือ ความขัดแย้งภูมิภาคตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา สะเทือนถึงความเชื่อมั่นในการเดินทางระหว่างประเทศ ราคาบัตรโดยสารเครื่องบินพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว แม้ระยะหลังจะเริ่มปรับลดลงบ้างแล้ว แต่กลับถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาเศรษฐกิจซบเซาทั่วโลก ทำให้ชาวต่างชาติตัดสินใจเดินทางลดลง เห็นได้จากตัวอย่าง ปัญหาความผันผวนของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทำให้คนเกาหลีชะลอเที่ยวต่างประเทศ ค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซียที่อ่อนค่าลงกว่า 7% ก็ทำให้ชาวอินโดฯ เที่ยวไทยช่วง 7 เดือนแรกลดฮวบถึง 23.2%
สอดคล้องตัวเลขจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สะท้อนภาพชัดว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-8 ส.ค. 69 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพียง 19.15 ล้านคน หดตัวลง 2.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมิน ทั้งปี 69 นักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะจบที่ 31.36 ล้านคน หดตัว 4.9% แม้จะดีขึ้นกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ 30 ล้านคนเมื่อเดือน เม.ย. ก็ตาม ส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดจะอยู่ที่ 1.54 ล้านล้านบาท ลดลง 3.2% เช่นกัน
ต่างชาติหนีเที่ยวไทย
แต่ที่น่ากลุ้มใจยิ่งกว่านั้นคือ ขณะที่ไทยกำลังเผชิญภาวะนักท่องเที่ยวหดตัว แต่หลายประเทศเพื่อนบ้านกลับเติบโตสวนทางไทย ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย สะท้อนว่าปัญหาของไทยไม่ได้มีแค่ปัจจัยภายนอกอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวและพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป ทำให้บางตลาดหลักอย่างเกาหลีใต้ มาเลเซีย และอินเดีย หันไปเที่ยวประเทศอื่นแทนมากขึ้น
หรือ…แม้แต่นักท่องเที่ยวจีนที่ยังเติบโตอยู่ ก็โตในอัตราที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับต้นปี เนื่องจากพบว่าคนจีนจำนวนมากเลือกไปเกาหลีใต้ และเวียดนาม มากกว่าไทย รวมถึงแผนเที่ยวบินล่วงหน้ามาไทยเดือน ส.ค.-พ.ย. 69 ก็มีสัญญาณลดลงในหลายเส้นทาง เป็นสัญญาณร้ายซึมลึกลงในภาคการท่องเที่ยวไทย
ดันไทยเที่ยวไทยพลัส
ไม่เพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้นที่ซบเซา ตลาด “คนไทยเที่ยวไทย” ซึ่งเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญ ก็ประสบปัญหาไปด้วย ปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติิทางเศรษฐกิจทั้งหนี้ครัวเรือนสูง ค่าครองชีพสูงขึ้น กำลังซื้อหดหาย ทำให้คนไทยจำนวนมากระมัดระวังการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว ผลกระทบจึงตกอยู่กับผู้ประกอบการภาคบริการทั้งโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร รถรับจ้าง และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในหลายพื้นที่ ต้องเผชิญรายได้หดหาย บางรายถึงขั้นต้องปิดกิจการ หรือต้องยอมจำใจลดขนาดของธุรกิจลง
ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้านนี้เอง ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวในประเทศแบบเร่งด่วน ภายใต้ชื่อโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ซึ่งถูกออกแบบมาเพิ่มกำลังซื้อของคนไทยให้กลับมาเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่กำลังลำบาก และล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และกระทรวงการคลังได้ตกลงเห็นชอบ เจียดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน มา 3,500 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนช่วยคนไทยเดินทางเที่ยวไทยมากขึ้น 1 ล้านสิทธิ โดยเตรียมเสนอให้ ครม.พิจารณาในเร็ว ๆ นี้ ก่อนจะเริ่มเปิดลงทะเบียนตั้งแต่ 1 ต.ค. 69 เป็นต้นไป

ปรับเงื่อนไขค่าห้อง
รายละเอียดโครงการครั้งนี้มีความแตกต่างจากเดิมพอสมควร โดยในส่วนสิทธิประโยชน์ได้ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือการสนับสนุนค่าที่พักในรูปแบบคงที่ หรือช่วยตามค่าใช้จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 1,500 บาทต่อคืน ซึ่งต่างจากมาตรการ “คนละครึ่ง” ใน
อดีตที่รัฐช่วยจ่ายครึ่งหนึ่งของราคา เพราะครั้งนี้หากห้องพักราคาต่ำกว่า 1,500 บาท รัฐจะช่วยเต็มจำนวนตามจริง แต่ถ้าราคาสูงกว่านั้นผู้ใช้สิทธิต้องควักส่วนต่างออกเอง
ส่วนที่สองคือ คูปองท่องเที่ยวแบบโค-เพย์เมนต์ หรือร่วมจ่ายคนละครึ่งกับรัฐ โดยกำหนดวงเงินไม่เท่ากันตามประเภทเมือง หากเที่ยวในเมืองหลักจะได้คูปองสูงสุด 1,500 บาท ส่วนเมืองรองจะได้สูงสุดถึง 2,000 บาท ซึ่งเป็นกลไกจูงใจให้กระจายเม็ดเงินออกจากเมืองท่องเที่ยวหลักไปสู่เมืองรองมากขึ้น
แจกหนัก 17,500 บ.
คำนวณแล้วหากประชาชนใช้สิทธิครบทั้ง 5 คืนในพื้นที่เมืองรองและได้รับการสนับสนุนเต็มเพดานทุกวัน ตามทฤษฎีแล้วรัฐอาจสนับสนุนสูงสุดถึง 17,500 บาทต่อคน แบ่งเป็นค่าที่พัก 7,500 บาท และวงเงินคูปอง 10,000 บาท แต่ย้ำว่าส่วนคูปองไม่ใช่เงินสดที่รัฐแจกให้เปล่า แต่เป็นวงเงินร่วมจ่ายที่ประชาชนต้องควักกระเป๋าด้วย
ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาวางแผนเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” พร้อมกันในวันที่ 1 ต.ค.69 โดยกำหนดสิทธิไว้ที่ 1 คนต่อ 1 สิทธิ ส่วนการใช้สิทธิจริงแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. ถึง 15 ธ.ค. 69 และช่วงที่สองตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค. ถึง 28 ก.พ. 2570 โดยมีการเว้นช่วงระหว่างวันที่ 16 ธ.ค. 69 ถึง 15 ม.ค. 70 เนื่องจากตรงกับช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการเดินทางสูงอยู่แล้ว
ห่วงแย่งเค้กก้อนเดิม
อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจบางส่วนมองว่า จังหวะเวลาของโครงการอาจไม่เหมาะสมนัก เพราะช่วงที่เริ่มใช้สิทธิจริงคือวันที่ 1 พ.ย.เป็นต้นไป ก็เข้าสู่ช่วงปลายปีฤดูกาลท่องเที่ยวแล้ว ซึ่งตามธรรมชาติของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติมักนิยมท่องเที่ยว โดยไม่ต้องมีแรงจูงใจจากภาครัฐ หรือการอัดฉีดเงินอุดหนุนเข้าไปในช่วงเวลาดังกล่าว จึงอาจเป็นการ “แย่งเค้กก้อนเดิม” มากกว่าการสร้างดีมานด์ใหม่ ซึ่งขัดกับเป้าหมายดั้งเดิมของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ควรมุ่งสร้างดีมานด์ส่วนเพิ่ม มากกว่าการทดแทนดีมานด์เดิม
นอกจากประเด็นจังหวะเวลาแล้ว ความซับซ้อนของโครงการเองก็เป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่ต้องจับตา เพราะการแยกกลไกสนับสนุนออกเป็น 2 รูปแบบที่ต่างกัน คือ ค่าที่พักแบบช่วยตามจริงไม่เกินเพดาน กับคูปองแบบร่วมจ่ายคนละครึ่งที่มีเพดานต่างกันตามประเภทเมือง อาจสร้างความสับสนให้คนทั่วไปที่ไม่คุ้นเคย เมื่อผนวกกับเงื่อนไขการแบ่งเมืองหลัก–เมืองรอง ที่ต้องรอประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการ ก็ยิ่งเพิ่มความยุ่งยากในการวางแผนเดินทางของนักท่องเที่ยว หากภาครัฐไม่สื่อสารให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้
ฉวยโอกาสปั่นราคา
อีกความกังวลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือปัญหาการทุจริตและการฉวยโอกาสจากช่องโหว่ของระบบ ซึ่งเป็นบทเรียนที่เกิดมาแล้วจากอดีต ไม่ว่าจะเป็นการสวมสิทธิ การจดทะเบียนที่พักปลอมเพื่อรับเงินอุดหนุนโดยไม่มีผู้เข้าพักจริง หรือการที่ผู้ประกอบการบางรายอาจสมยอมกับผู้ใช้สิทธิเพื่อแบ่งผลประโยชน์จากส่วนต่างที่รัฐจ่ายให้ ยิ่งเมื่อโครงการนี้เปิดช่องให้ที่พักที่ยังไม่มีใบอนุญาตโรงแรมแต่จดทะเบียนเสียภาษีถูกต้องสามารถเข้าร่วมได้ ก็ยิ่งต้องอาศัยระบบตรวจสอบที่รัดกุม ป้องกันไม่ให้เม็ดเงินภาษีรั่วไหลไปกับกลุ่มที่ไม่ได้ตั้งใจกระตุ้นการท่องเที่ยวจริง อีก…ปัญหาที่หนักอกไม่แพ้กัน คือ เรื่องของความเสี่ยง จากการฉวยโอกาสขึ้นราคาของผู้ประกอบการที่พัก ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วอย่าง “เราเที่ยวด้วยกัน” ที่มีเสียงร้องเรียนจำนวนมากว่าโรงแรมบางแห่งปรับราคาห้องพักให้สูงขึ้นก่อนวันเริ่มโครงการ เพื่อให้ยังคงได้รับเงินอุดหนุนเต็มเพดานจากรัฐ ขณะที่ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงกว่าปกติ
การบ้านใหญ่ระยะยาว
ปัญหาเหล่านี้จึงเป็นการบ้านให้หน่วยงานภาครัฐ ต้องเร่งหาทางอุดช่องโหว่ เพื่อให้การใช้งบประมาณออกไปตรงเป้าและคุ้มค่า
ที่สุด ในการปลุกภาคท่องเที่ยวที่กระท่อนกระแท่นให้กลับมายืนได้มั่นคง แต่ขณะเดียวกันปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่า ไทยเที่ยวไทยพลัสเพียงลำพัง อาจไม่ใช่คำตอบที่จะแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด เพราะปัญหาภาคท่องเที่ยวไทยเป็นเรื่องเชิงโครงสร้างที่หยั่งลึก เห็นได้จากปัญหาความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยลงเมื่อเทียบกับเวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ที่ต้องอาศัยการปรับกลยุทธ์การตลาด การพัฒนาสินค้าและบริการ มากกว่าการจ่ายเงินอุดหนุนระยะสั้น ๆ
นอกจากนี้ ในระยะยาว ภาครัฐควรใช้จังหวะนี้เร่งผลักดันจุดแข็งที่แท้จริงของไทย อย่างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเวลเนส ตามที่ ททท. เคยระบุไว้ รวมถึงการดึงงานประชุมนานาชาติและเทศกาลระดับโลกอย่างการประชุม ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ กรุ๊ป และเทศกาลดนตรี ทูมอร์โรว์แลนด์ ไทยแลนด์ มาเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่มีการใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่าค่าเฉลี่ย เพื่อชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ที่มีแนวโน้มลดลง
ท้ายที่สุด โครงการไทยเที่ยวไทยพลัสอาจช่วยประคับประคองภาคธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศให้พอมีลมหายใจต่อไปได้ในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า แต่การจะ “ปลุก” การท่องเที่ยวไทยให้ฟื้นตัวอย่างแท้จริงและยั่งยืน ยังต้องอาศัยการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอีกมาก ทั้งการบริหารจัดการความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ การฟื้นความเชื่อมั่นในตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ที่กำลังหันหลังให้ไทย ไปประเทศอื่นที่ทั้งสดทั้งใหม่กว่าไทย.
ทีมเศรษฐกิจ
——————————————————————————————————
มองกระตุ้นผิดฤดูกาล
“เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์” นายกสมาคมโรงแรมไทย มองว่า ในมุมของผู้ประกอบการโรงแรม ต่างเห็นด้วยกับการทำไทยเที่ยวไทยพลัส แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการกังวล คือ ประเด็นการขึ้นราคาห้องพัก โดยเฉพาะกรณีที่ใช้ระบบอุดหนุนราคาเดียว เนื่องจากไม่แน่ใจว่าโรงแรมที่มีราคาห้องพักในกลุ่มราคาต่ำจะกำหนดราคาอย่างไร ขณะที่โรงแรมที่มีราคาห้องพักอยู่ในระดับสูง เชื่อว่าจะไม่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นเกินจริงนัก นอกจากนี้ การนำมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส มาใช้ในช่วงไฮซีซัน มองว่า สามารถช่วยกระตุ้นตลาดได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะช่วงดังกล่าวราคาห้องพักสูงอยู่แล้ว จึงห่วงว่าประชาชนอาจเข้าใจว่าโรงแรมมีการขึ้นราคาเพื่อเอาเปรียบจากมาตรการของรัฐ

อย่างไรก็ตาม หากนำมาตรการนี้มาใช้ช่วงโลว์ซีซันหรือนอกฤดูกาลของปีหน้า จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวได้มีประสิทธิภาพกว่า เนื่องจากเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวลดลง และยังช่วยกระจายรายได้ไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งร้านอาหาร ร้านสปา และชุมชนท้องถิ่น ส่วนการเปิดลงทะเบียนนั้น สมาคมโรงแรมไทยต้องการเปิดให้ผู้ประกอบการลงทะเบียนก่อน เพื่อให้มีเวลาเตรียมความพร้อมและปรับตัวเข้ากับระบบ เนื่องจากมีรายละเอียดเกี่ยวกับการจองห้องพัก การใช้สิทธิ และขั้นตอนการเข้าพัก ขณะที่ในส่วนของนักท่องเที่ยวคาดว่าส่วนใหญ่น่าจะมีบัญชีเป๋าตังอยู่แล้ว
——————————————————————————————————
ศก.เสี่ยงซบเซาหนัก
“ฐนิวรรณ กุลมงคล” นายกสมาคมภัตตาคารไทย บอกว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว อย่าง เที่ยวทั่วไทยพลัส ในเวลานี้ ยังมีความไม่ชัดเจน และหากใช้ระบบจ่ายเงินล่าช้าถึง 60 วันเหมือนในอดีตอีก ร้านอาหารทั่วไปไม่สามารถรับเงื่อนไขได้ และประโยชน์จะตกอยู่กับโรงแรมขนาดใหญ่เท่านั้น ทำให้เชื่อว่าแนวโน้วเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายเสี่ยงซบเซาหนัก หากรัฐบาลไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ที่ตรงจุดเข้ามาเสริม และอาจทำให้กำลังซื้อในเดือนต.ค.นี้ วนกลับไปตกต่ำยิ่งกว่าช่วงต้นปี ประกอบเป็นช่วงโลว์ซีซันของการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งอาจกดดันให้ธุรกิจร้านอาหารขาดสภาพคล่อง

นอกจากนี้ในช่วง 4 เดือนที่มีโครงการไทยช่วยไทยพลัส เปรียบเสมือนการอุดปาก เพื่อประคองผู้บริโภคและพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยให้พอมีรายได้ประทังชีวิต ซื้อวัตถุดิบและอาหารสด ทำให้ประชาชนเริ่มคุ้นชินกับการมีรายได้พิเศษเข้ามาในกระเป๋า และเมื่อมาตรการนี้หมดลง รัฐบาลยังไม่มีแผนงานหรือมาตรการสร้างรายได้ใหม่มารองรับ เชื่อว่าจะเกิดหายนะจริงของเศรษฐกิจฐานรากแน่นอน โดยเฉพาะขนาดเล็กที่ต้องรับศึก 2 ด้านทั้งนี้ ในศึก 2 ด้าน ได้แก่ กำลังซื้อผู้บริโภคดิ่งลงไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย และราคาวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน และไม่ยอมปรับลดลง แม้ราคาน้ำมันลดลงแล้วก็ตาม เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่นขนาดเล็กในเดือน ต.ค.นี้ ราคาปลาแซลมอนจะปรับขึ้นจาก 2,000 บาท เป็น 4,000 บาท ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายกับผู้บริโภคได้เนื่องจากผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อ



