“หมอท๊อป-นพ.อภิชาติ” วัย 46 ปี เล่าว่า ปัจจุบันคุณหมอรับราชการเป็นจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลศรีธัญญา และดำรงตำแหน่งโฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขควบคู่กันไป นอกจากนี้คุณหมอยังมีคลินิกส่วนตัวขนาดเล็กที่เปิดให้บริการคำปรึกษาแก่ผู้ที่มีความต้องการคำแนะนำทางด้านจิตวิทยา ควบคู่กับงานอดิเรกที่อย่างการวาดภาพที่ถึงขั้นเคยมีนิทรศศการแสดงผลงานของตัวเองมาแล้ว และล่าสุดยังเพิ่มบทบาทใหม่ด้วยการก่อตั้งค่ายเพลงน้องใหม่ชื่อว่า “Meteo” ทั้งนี้ สำหรับคนที่ยังไมรู้จักคุณหมอ “ทีมวิถีชีวิต” ก็ขอพาย้อนไปทำความรู้จักกันสักเล็กน้อย หมอท็อปเป็นคนกรุงเทพฯ โดยคุณพ่อทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่วนคุณแม่ทำงานธุรกิจแฟชั่น ซึ่งหมอท็อปมีพี่ชายอีก 1 คน ส่วนจุดเริ่มต้นที่ทำให้ก้าวเข้าสู่ “เส้นทางจิตแพทย์” หมอท๊อปย้อนอดีตให้ว่า ตอนแรกคุณหมอมีความสนใจอยากเป็นแพทย์สูตินรีเวชตามรอยของคุณตา แต่เมื่อศึกษาไปเรื่อย ๆ ความคิดก็เริ่มเปลี่ยนไป จนคุณหมออยากเป็นกุมารแพทย์ เนื่องจากมีโอกาสได้เข้าไปเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเด็กที่ติดเชื้อ HIV จากมารดา เพื่อจัดทำพ็อกเก็ตบุ๊กร่วมกับองค์การสหประชาชาติ ซึ่งหนังสือเล่มดังกล่าวได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากถึง 9 ภาษาเพื่อเผยแพร่ไปทั่วโลก ที่สำคัญช่วงเวลาที่ได้คลุกคลีอย่างใกล้ชิดกับเด็กที่ติดเชื้อ HIV กลุ่มนี้ ทำให้พบว่าเด็ก ๆ มิได้เผชิญปัญหาเพียงแค่ด้านร่างกายเท่านั้น หากแต่ยังมีมิติานจิตใจที่บอบช้ำร่วมด้วย

“ตอนนั้นเข้าไปขอคำปรึกษาจากอาจารย์ว่า เด็กที่ติดเชื้อกลุ่มนี้เมื่อเติบโตขึ้นจะใช้ชีวิตอย่างไร ซึ่งอาจารย์ให้มุมมองว่า การช่วยเหลือเด็กเหล่านี้เพียงแค่ร่างกายยังไม่เพียงพอ แต่ต้องเยียวยาจิตใจควบคู่กันไปด้วย โดยถ้าทำได้ย่อมเกิดประโยชน์มาก ไม่เพียงแค่ตัวเด็ก แต่รวมถึงครอบครัวและคนรอบข้างด้วย”
จากคำสอนของอาจารย์ท่านนี้เองที่จุดประกายให้คุณหมอมองเห็นว่า สุขภาพจิตคือรากฐานสำคัญของมนุษย์ โดยหมอท็อปขยายความว่า ที่บอกว่าสำคัญเพราะครอบครัวและคนที่เลี้ยงดูเด็ก หากมีสุขภาพจิตดี ทุกอย่างก็จะดีตามไปด้วย เพราะสุขภาพจิตคือตัวขับเคลื่อนให้ทุกมิติของชีวิตดำเนินไป โดยเมื่อคุณหมอมองเห็นประโยชน์ที่ชัดเจนเรื่องนี้ จึงมุ่งมั่นศึกษาต่อด้านจิตเวช แม้ในยุคนั้นจะเป็นศาสตร์ที่คนเรียนค่อนข้างน้อย ส่งผลให้มีจำนวนจิตแพทย์จำกัด “เรามองว่าหากเราดูแลคน 1 คนให้มีสุขภาพจิตที่ดีได้ เราย่อมสามารถช่วยเหลือคนรอบข้างและคนที่เขารักได้อีกทางหนึ่งด้วย ผมจึงตัดสินใจเลือกเดินเส้นทางนี้” หมอท๊อปกล่าวถึงตอนที่เลือกตัดสินเรียนทางสาขาจิตแพทย์

หมอท๊อปเล่าเพิ่มเติมว่า ในอดีตงานด้านจิตเวชไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายเช่นในปัจจุบัน และสังคมส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับศาสตร์แขนงนี้ ซึ่งนี่ก็รวมไปถึงแม้กระทั่งคนในครอบครัวของคุณเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ โดยคุณหมอบอกว่า ในตอนเริ่มต้น คุณพ่อและคุณแม่ไม่ได้สนับสนุนให้เรียนสาขานี้ทันที แต่คุณหมอใช้วิธีพูดคุยและอธิบายให้ท่านเข้าใจอย่างใจเย็น โดยชี้ให้เห็นว่า โรคทางจิตเวชก็คือความเจ็บป่วยชนิดหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง และไม่ใช่เรื่องลี้ลับแต่อย่างใด จนกระทั่งครอบครัวเปิดใจยอมรับและให้การสนับสนุนในที่สุด อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ศาสตร์ดังกล่าวในอดีตยังไม่เป็นที่เข้าใจในวงกว้าง ซึ่งต่างจากโรคร้ายแรงอย่างโรคมะเร็งที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย ทำให้เวลาที่ต้องให้การรักษาผู้ป่วยทางจิตเวช จึงต้องอาศัยการอธิบายและยกตัวอย่างเพื่อให้ทั้งผู้ป่วยและญาติเกิดความเข้าใจที่ตรงกัน โดยเคล็ดลับเฉพาะตัวของคุณหมอคือ ค่อย ๆ พูดคุย อธิบายทีละขั้นตอนอย่างอดทน เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจความหมายอย่างแท้จริง
“การเรียนจิตเวชเป็นสาขาที่ยากและมีความท้าทายสูงมาก เพราะเนื้อหาวิชาการเกี่ยวข้องกับการทำงานเชิงลึกของสมองมนุษย์ ทำให้นอกจากองค์ความรู้ทางการแพทย์แล้ว ทักษะการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจกับผู้ป่วยและญาติก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จิตแพทย์ทุกคนต้องเรียนรู้และฝึกฝน” หมอท็อปเล่าถึงความยากในการเรียนสาขานี้

กับศิลปินในค่าย “เจน- เจนจิรา” และ “โอ-ศิร์ภูมิ”
นอกจากบทบาทการเป็นจิตแพทย์และเป็น “อินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพจิต” ที่แล้ว คุณหมอยังได้รับการยอมรับในฐานะ “จิตแพทย์สายอาร์ติสท์” ที่มีความหลงใหลในงานวาดภาพและการสะสมผลงานศิลปะ โดยหมอท๊อปเล่าว่า สมาชิกครอบครัวรักงานศิลปะกันทุกคน เนื่องจากคุณลุงสะสมงานศิลปะไว้จำนวนมากจนเปิดเป็น “พิพิธภัณฑ์ปราสาท” ขึ้นมา ซึ่งจะเน้นอนุรักษ์งานศิลปะล้ำค่าที่บางชิ้นตกทอดส่งต่อมาตั้งแต่สมัยคุณยาย ทำให้คุณหมอจึงเติบโตมาท่ามกลางบรรยากาศนี้จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และความชื่นชอบในงานศิลปะนี้ ก็ยังส่งผลดีกับการทำงานของคุณหมอในฐานะจิตแพทย์ด้วย
คุณหมอเล่าว่า การที่เติบโตมาท่ามกลางงานศิลปะ ช่วยให้เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกผู้อื่นได้ดีขึ้น และนอกจากงานศิลปะแล้ว คุณหมอยังชื่นชอบการเล่นดนตรี โดยมีไวโอลินเป็นเครื่องดินตรีชิ้นโปรดอีกด้วย ซึ่งคุณหมอกล่าว่าหากมองเผิน ๆ ศาสตร์ของดนตรี ศิลปะ และการแพทย์อาจดูแตกต่างกัน แต่ความเป็นจริงแล้ว อาชีพแพทย์ต้องอาศัยศาสตร์แห่งศิลป์ค่อนข้างสูง สังเกตได้จากใบประกอบวิชาชีพที่ยังใช้คำว่าใบประกอบโรคศิลปะเลย “เวลาตรวจวินิจฉัยผู้ป่วย เราไม่สามารถใช้เแค่ตำราได้ เพราะมนุษย์มีความซับซ้อนแตกต่างกัน เราจึงต้องประยุกต์ใช้ศิลปะ การทำความเข้าใจ และดีไซน์แนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย” คุณหมอพูดถึงการนำศาสตร์ต่างแขนง คือการแพทย์ ศิลปะ และดนตรีมาใช้

เดินสายให้ความรู้สุขภาพจิต
ขณะที่จุดเริ่มต้นในบทบาทใหม่ล่าสุดนี้คือในฐานะ “ผู้ก่อตั้งค่ายเพลง Meteo” นั้น คุณหมอบอกว่า ถูกจุดประกายมาจากการทำคลินิกสุขภาพจิต โดยตัวคุณหมอเและกลุ่มเพื่อนผู้รักในเสียงเพลงและศิลปะ ได้สังเกตพฤติกรรมของผู้มารับบริการในระหว่างรอพบแพทย์หรือรอทำกิจกรรมบำบัดว่า เวลาที่ผู้คนเผชิญความเศร้า ความทุกข์ หรือความเครียด มักจะเลือกใช้เสียงเพลงเป็นเครื่องมือในการผ่อนคลายและเยียวยาจิตใจ ทำให้ทุกคนมาปรึกษากันว่า ถ้ามีเพลงที่ฟังแล้วอารมณ์ดี ฟังแล้วรู้สึกได้รับการโอบกอดและฮีลใจก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ดี แม้ไม่ใช่การรักษาทางการแพทย์โดยตรง แต่ก็สามารถใช้เพลงทำหน้าที่เป็น “เพื่อนของคนที่กำลังเผชิญปัญหา” และส่งต่อความรู้สึกเชิงบวกและให้กำลังใจแก่ผู้ที่ต้องการที่พึ่งทางใจ
“หลังได้ข้อสรุปก็เริ่มพูดคุยและสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับ คุณเจน (เจนจิรา เฉียงเอก) ผู้แต่งเพลง “กอดฉันได้นะ” และมีผลงานเพลงอื่น ๆ ตามออกมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเพลง “อุษาสาง” กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ จึงตัดสินใจร่วมกันก่อตั้งค่ายเพลงนี้ขึ้นมา” หมอท๊อปเล่าถึงช่วงเริ่มต้นของค่ายเพลงที่ก่อตั้งขึ้น
เมื่อกล่าวถึงที่มาของชื่อค่ายเพลง หมอท๊อปอธิบายขยายความคำว่า “Meteo” เปรียบเสมือนสภาพดินฟ้าอากาศที่มีความแปรปรวนและหลากหลาย มีทั้งวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส มืดครึ้ม หรือวันที่พายุโหมกระหน่ำ เช่นเดียวกับสภาพจิตใจของมนุษย์ที่ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทางค่ายจึงตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตที่ผู้คนในยุคปัจจุบันที่ต้องพบเจอ เพื่อให้ผู้ฟังตระหนักว่าตนเองไม่ได้เผชิญหน้ากับความยากลำบากอยู่เพียงลำพัง แต่ยังมีคนพร้อมเข้าใจและเคียงข้าง โดยหมอท๊อปอธิบายคอนเซปต์หลักของค่ายเพลงนี้ว่า คือการดูแลสุขภาพจิต โดยทำหน้าที่เสมือนเป็นเพื่อนสนิทที่คอยอยู่เคียงข้าง อีกทั้งในเนื้อเพลงยังสอดแทรกแนวคิด วิธีแก้ปัญหา และแนวทางเยียวยาจิตใจไว้อีกด้วย

กับผลงานภาพวาดที่จัดแสดง ที่ญี่ปุ่น
“ศิลปินทุกคนในค่ายตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิต ทำให้การผลิตผลงานเพลงจึงมิใช่เพียงร้องตามกระแสแล้วจบไป แต่เน้นส่งผ่านความรู้สึกจริงใจสู่ผู้ฟัง นอกจากนี้ ค่ายยังเปิดกว้างต่อความหลากหลาย โดยเชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนมีความงดงามและศักยภาพในแบบฉบับตนเอง ที่สามารถเปล่งประกายได้โดยไม่ต้องยึดติดกับกรอบเดิม ๆ เช่น วงบอยแบนด์แนวพลัสไซส์ 101 KG ของค่าย เป็นต้น”หมอท๊อปพูดถึงคอนเซปต์ของค่ายเพลงนี้
เมื่อถามถึงความแตกต่างและเอกลักษณ์ของค่าย หมอท๊อปเผยว่า เน้นถ่ายทอดมิติทางอารมณ์และเรื่องราวความสัมพันธ์ผ่านเสียงเพลง โดยจะมีทั้งบทเพลงที่ช่วยทำความเข้าใจ รับฟังปัญหา แก้ไขปมในใจ และฮีลความรู้สึก พร้อมทั้งสนับสนุนอัตลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปินในสังกัด ทั้งการร้อง การประพันธ์เพลง การแสดงออก โดยมีศิลปินเบอร์หลักของค่ายที่เป็นคนดนตรีระดับคุณภาพคบแก้ว อย่าง เจนจิรา เสียงเอก (นักร้องและนักแต่งเพลง) และ โอ ศิร์ภูมิ แชมป์ The Voice ซีซัน 5 ผู้มีน้ำเสียงอบอุ่นเป็นเอกลักษณ์ ที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของการอยู่เคียงข้างและส่งกำลังใจได้อย่างทรงพลัง และมีตัวของหมอท๊อป ทำหน้าที่เป็นทีมนักแต่งเพลงหลัก ร่วมกับคุณเจนจิรา โดยหมอท๊อปบอกว่า นำเหตุการณ์รอบตัวและเรื่องราวในสังคมมาถอดบทเรียนร้อยเรียงเป็นบทเพลงที่เข้าถึงจิตใจ โดยตั้งเป้าหมายให้เพลงที่ทำขึ้นนั้น “ไปถึงใจผู้ฟัง ไม่ใช่ไพเราะแค่ที่หู” ภายใต้สโลแกนที่จะคอยโอบกอดและประคองผู้ฟังไว้ ไม่ว่าสภาพจิตใจภายในจะบอบช้ำเพียงใดก็ตาม
“หมอท๊อป-นพ.อภิชาต” ทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกประทับใจกับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกภูมิใจที่สุดไม่ใช่การที่ Meteo เป็น “ค่ายเพลงของจิตแพทย์” เท่านั้น แต่คือความตั้งใจในการ “สร้างพื้นที่ปลอดภัยผ่านเสียงดนตรี” เพื่อให้ผู้คนที่กำลังอ่อนล้า เศร้าหมอง หรือโดดเดี่ยว ได้ยินเสียงที่คอยบอกว่า “ตรงนี้ยังมีคนที่เข้าใจคุณอยู่” โดยคุณหมอย้ำว่า “ในวันที่โลกใบนี้หนักหน่วงเกินกว่าจะเอ่ยบรรยายเป็นประโยคยาว ๆ บางครั้งบทเพลงก็ช่วยทำหน้าที่เล็ก ๆ ให้คนรู้สึกว่า…เขายังมีพื้นที่ปลอดภัย”.


ตัวอย่างซิงเกิ้ลของค่ายที่ปล่อยออกมา
‘ใช้ตัวโน้ต-เสียงดนตรี’ ช่วยคนทุกเจน
เป้าหมายในอนาคตช่วง 3-5 ปีข้างหน้าของค่ายเพลงนี้ “หมอท๊อป-นพ.อภิชาต” เผยว่า ในฐานะค่ายน้องใหม่ที่เติบโตจากงานด้านสุขภาพจิต เป้าหมายหลักคือทำให้ผู้ฟังทั่วประเทศ รวมถึงในต่างประเทศ นึกถึงบทเพลงที่เต็มไปด้วยพลังบวก ของค่ายน้องใหม่นี้ ที่เมื่อใดก็ตามที่ได้ยินชื่อ Meteo ผู้ฟังจะต้องนึกถึงบทเพลงที่พร้อมช่วยฮีลใจให้กับพวกเขา ไม่ว่าจะในยามทุกข์หรือสุขก็ตาม โดยเพลงของค่ายนี้ถูกออกแบบมาให้เข้าถึงง่าย ไม่ว่าผู้ฟังจะผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากน้อยเพียงใด ก็สามารถนำไปตีความให้สอดคล้องกับช่วงวัยและชีวิตของตนเองได้ “ตอนนี้ดีใจมากที่แม้เราจะเป็นค่ายเพลงน้องใหม่ แต่กลับได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยม ทั้ง TikTok, YouTube และ Instagram จนมีกลุ่มผู้ฟังกว้างขวาง ตั้งแต่คนรุ่นใหม่วัย Gen Alpha ไปจนถึงกลุ่ม Baby Boomer”.
เชาวลี ชุมขำ : รายงาน



