กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเรียกร้องให้มีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรฐานสำหรับกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) โดยเตือนว่า เทคโนโลยีซึ่งกำลังเข้ามาพลิกโฉมระบบเศรษฐกิจโลก อาจยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศ หากทั้งการพัฒนาและการกำกับดูแลยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศร่ำรวย


การอภิปรายในเวทีการทูตของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่นครนิวยอร์กของสหรัฐ เมื่อปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมา สะท้อนความวิตกที่เพิ่มขึ้นของผู้นำจากแอฟริกา เอเชีย และลาตินอเมริกา ต่อการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีเอไอ หลังเกิดเหตุละเมิดความปลอดภัยหลายครั้ง รวมถึงคำเตือนจากนักวิจัยชั้นนำว่า เอไออาจพัฒนาไปถึงระดับที่เป็นภัยร้ายแรงต่อมนุษยชาติ


นางเทเรส คายิควัมบา วากเนอร์ รมว.การต่างประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) กล่าวต่อที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ซึ่งจัดอภิปรายเรื่องเอไอว่า ประเทศกำลังพัฒนาไม่ควรถูกจำกัดบทบาทให้เป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีที่ผู้อื่นเป็นผู้พัฒนา หรือเป็นผู้รับมาตรฐานและบรรทัดฐานที่ตนเองมีส่วนร่วมในการกำหนดเพียงเล็กน้อย


วากเนอร์กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาคมโลกต้องทำให้มั่นใจว่า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 จะไม่นำไปสู่ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจในรูปแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา


ขณะที่นายคาลิลูร์ ราห์มาน รมว.การต่างประเทศบังกลาเทศ ซึ่งทำหน้าที่ประธานการอภิปรายของยูเอ็นในปีนี้ กล่าวว่า มีคณะผู้แทนจาก 128 ประเทศหยิบยกประเด็นเอไอขึ้นหารือในปีนี้ เนื่องจากหลายประเทศมองว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางเทคโนโลยี แต่เป็นประเด็นด้านการกำกับดูแลด้วย ทั้งในแง่ว่าใครเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนา ใครได้รับประโยชน์ ใครต้องแบกรับความเสี่ยง และใครควรรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหาย


อนึ่ง ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ระบุในรายงานเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า เอไอมีศักยภาพช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสร้างความก้าวหน้าที่อาจต้องใช้เวลาถึง 100 ปี ให้เกิดขึ้นได้ภายในเวลาเพียง 10 ปี หากประเทศเหล่านั้นเร่งแก้ไขข้อจำกัดด้านพลังงาน การเชื่อมต่อทางดิจิทัล และทักษะแรงงาน


ด้านนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการยูเอ็น เปรียบเทียบการถกเถียงเรื่องความเสี่ยงจากเอไอกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเน้นย้ำว่า ประเทศกำลังพัฒนาควรมีสิทธิและเสียงอย่างเท่าเทียมกันในการกำหนดแนวทางรับมือกับทั้งสองประเด็น


กูเตร์เรสกล่าวว่า วิกฤติสภาพภูมิอากาศได้เปลี่ยนจากคำเตือนที่ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว มาเป็นความจริงที่ผู้คนต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ขณะที่เอไอกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนแม้แต่ผู้ที่สร้างเทคโนโลยีเหล่านี้ขึ้นมาก็ยังตามไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง


เช่นเดียวกับประเด็นสภาพภูมิอากาศ กูเตร์เรสและผู้นำจากกลุ่มประเทศโลกใต้เรียกร้องให้ประชาคมโลกมีมาตรการร่วมกัน เพื่อรับมือความเสี่ยงจากเอไอ โดยไม่ควรปล่อยให้แต่ละประเทศดำเนินการแยกจากกันตามกรอบกฎหมายและนโยบายภายในประเทศของตนเอง


อย่างไรก็ตาม แนวคิดที่เน้นความจำเป็นของการกำกับดูแลเอไอ แตกต่างอย่างชัดเจนจากจุดยืนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ซึ่งมองว่าคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงของเอไอเป็นเพียง “เรื่องหลอกลวง” และ “ทฤษฎีสมคบคิด” พร้อมกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็นว่า ประเด็นเอไอถูกพูดถึงเกินจริงไม่ต่างจากเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจอห์น บริเซโน ผู้นำเบลีซ กล่าวว่า หากมีระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม เอไอสามารถช่วยขยายโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ และยกระดับประสิทธิภาพของบริการสาธารณะได้ แต่หากขาดการกำกับดูแลที่เพียงพอ เทคโนโลยีดังกล่าวอาจยิ่งขยายความเหลื่อมล้ำ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญตกอยู่ในความเสี่ยง กระทบต่อการจ้างงาน และทำให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องพึ่งพาเทคโนโลยี ตลอดจนกฎเกณฑ์ที่กำหนดโดยประเทศอื่นมากขึ้น.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS