แฟนบอลทุกคนคงคุ้นเคยกับฟุตบอลสนามใหญ่ 11 ต่อ 11 คนกันเป็นอย่างดี แต่ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีการพัฒนา และแข่งขันฟุตบอลในรูปแบบอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ

ในบ้านเรา หลายคนน่าจะคุ้นชินกันบอล 7 คน หรือ 8 คน ที่มีการจัดการแข่งขันกันหลายรายการ

ถ้าถามว่าทำไมต้อง 7 คน หรือ 8 คน แฟนบอลอาจจะยังไม่รู้คำตอบ

บทความนี้ ไม่ได้จะมาตอบคำถามนี้ แต่จะชวนตั้งคำถามต่างหากว่า ถ้าหากจะพัฒนานักฟุตบอลหรือวงการฟุตบอล เราควรฝึกให้เด็กเล่นฟุตบอลกี่คน?

ในประเทศอังกฤษ โดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) เปิดตัวฟุตบอลสนามเล็กหรือ “mini-soccer” สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี เป็นครั้งแรก เมื่อปี 1999 หรือ 27 ปีที่แล้ว

แนวคิดก็คือ ต้องการย่อส่วนฟุตบอลให้เล็กลง เพื่อให้เด็กมีโอกาสสัมผัสบอลมากขึ้น และมีส่วนร่วมกับเกมมากกว่าฟุตบอลสนามใหญ่

เล็กลงแค่ไหน เล่นกันกี่คน มีหลายโมเดล ที่เคยนำมาใช้ และแค่เมื่อปีที่แล้วนี่เอง เพิ่งรูปแบบใหม่ที่เล็กที่สุดคือ 5×5 หรือข้างละ 5 คน สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดของล่าสุด สดๆร้อนๆ เมื่อเดือนกันยายน 2026 หรือเดือนที่แล้ว เพิ่งมีการเปิดตัวรูปแบบฟุตบอลที่เล็กลงอีก นั่นคือ 3X3 หรือแบบ 3 ต่อ 3 คน

ฟุตบอล 3×3 จะไม่มีผู้รักษาประตู และไม่มีผู้ตัดสินในสนาม โดยแนวคิดคือ การมีผู้เล่นน้อยลงจะทำให้เด็กทั้ง 3 คนของแต่ละทีม มีโอกาสสัมผัสบอล และได้ยิงประตูกันมากขึ้น

นี่ไม่ใช่การกำหนดจำนวนคนแบบเดาสุ่ม เพราะเป็นหลักสูตรของสมาคมฟุตบอล ที่ทุกสโมสรต้องนำไปใช้ ดังนั้น มันจึงมีที่มาที่ไป

ที่มาที่ไปนั้นก็คือ การวิจัยอย่างหนักหน่วง และจริงจัง ยาวนานมากกว่า 2 ปี ที่เอฟเอ ทำร่วมกับ มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล จอห์น มัวร์ส (Liverpool John Moores University)

พวกเขาร่วมกันวิเคราะห์การแข่งขันมากกว่า 400 นัด ตั้งแต่รุ่นต่ำกว่า 6 ปี จนถึงต่ำกว่า 14 ปี เพื่อหาบทสรุป และสุดท้ายมาลงตัวที่ 3×3

เอฟเอ เชื่อว่า แนวทางการเล่นฟุตบอลของเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ไม่ควรมุ่งเน้นที่ผลการแข่งขันหรือแท็คติก แต่ควรเน้นที่ “ความสนุกสนาน” ซึ่งพวกเขาเชื่อว่า 3×3 จะตอบโจทย์ได้

แต่มันตอบได้จริงหรือ? เราไปฟังความคิดเห็นจากทั้งฝ่ายผู้ปกครอง, โค้ช และนักวิเคราะห์

เริ่มที่ผู้ปกครอง และเด็กๆ ซึ่งมีความเห็นค่อนข้างไปในทางเดียวกันว่าสนุกสนานมากขึ้น

เด็กบอกว่าประตูที่เปิดโล่งทำให้ยิงประตูได้มากขึ้น และการมีผู้เล่นน้อย ทำให้เลี้ยงหลบได้ง่ายขึ้น

ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครอง บอกว่า ดีใจที่เห็นลูกหลานได้เล่นกับบอลมากขึ้น ได้สนุกสนานมากขึ้น และได้เรียนรู้มากขึ้น

ผู้ปกครองบางคนบอกว่า เมื่อก่อน ลูกชายเขาได้แค่ยืนเฝ้าเสาประตู แต่ตอนนี้ได้เรียนรู้การส่งบอล, บล็อกลูกยิง ทำให้เป็นกองหลังที่ดีขึ้น

แต่พ่อแม่บางคน ก็บอกว่า ยังต้องให้เวลาเด็กๆปรับตัวหน่อย เพราะหลายคนยังคุ้นกับบอลสนามใหญ่กว่านี้อยู่

มาถึงฝั่งโค้ช ซึ่งมีความคิดเห็นค่อนข้าง “แตกต่างจากเด็ก” และผู้ปกครอง

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะรูปแบบใหม่ ที่เพิ่งนำมาใช้ไม่กี่สัปดาห์ บรรดาโค้ชจึงต้องการเวลาปรับตัวเช่นกัน

และปัญหาที่ เอฟเอ อาจจะคาดไม่ถึงตอนคิดรูปแบบนี้ก็คือ เรื่องสนาม และโค้ช ซึ่งไม่เพียงพอ

เนื่องจากเป็นบอลสนามเล็ก จึงสามารถแบ่งสนามใหญ่ให้แข่งหลายเกมพร้อมกันได้ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นทุกคน

ทำให้หลายสโมสรมีโค้ชเยาวชนไม่พอต่อการดูแลเด็กที่ลงเล่นพร้อมกัน โค้ชคนเดียวจึงอาจต้องดูถึง 3 เกม ซึ่งมีเด็กถึง 9 คน

นอกจากนั้น ด้วยความที่คนน้อย จึงทำให้เกิดการปะทะกันบ่อย และโค้ชก็ต้องคอยสอนเด็กๆว่าควรเข้าปะทะอย่างไรให้ปลอดภัย และถูกต้อง

อีกอย่างคือ บอลสนามเล็กแบบนี้ จะทำให้เห็นความแตกต่างของเด็กได้ชัดเจน

ผู้เล่นที่เก่งบางคนอาจจะโดดเด่นอยู่คนเดียว ทั้งสกัดบอล, เลี้ยงบอล และยิงบอล ซึ่งทำได้ตั้งแต่แดนตัวเอง จนเด็กคนอื่นแทบจะไม่โดนบอล

ในมุมมองของโค้ชส่วนใหญ่ จึงบอกว่า แม้จะเป็นแนวคิดที่ดี แต่ยังต้องปรับแต่งรายละเอียดให้เหมาะสมอีกหน่อย

ส่วนมุมของนักวิเคราะห์ และผู้เชี่ยวชาญด้านบอลเด็ก ให้ความเห็นน่าสนใจว่า จุดอ่อนที่สุดของโมเดลนี้ก็คือ “ไม่มีผู้รักษาประตู”

ซึ่งทำให้น่ากังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาผู้เล่นในตำแหน่งนี้

ประเด็นนี้ถูกต้องอย่างไร้ข้อสงสัย และเอฟเอ ก็ยอมรับ แต่ระบบเยาวชนของ เอฟเอ ก็คือ เด็กๆจะเล่นฟุตบอล 3×3 นี้ เพียงแค่ 12 เดือน

ตำแหน่งผู้รักษาประตูจะกลับมามีอีกครั้ง เมื่อขยับไปสู่รูปแบบฟุตบอล 5×5 สำหรับเด็กรุ่นต่ำกว่า 8 ปี

ทุกอย่างในโลก และทุกการตัดสินใจย่อมได้อย่างเสียอย่าง และต้องมีข้อแลกเปลี่ยน ซึ่งข้อแลกเปลี่ยนครั้งนี้ จะส่งผลให้ อังกฤษ ขาดแคลนโกล์ที่ดีหรือไม่ ต้องให้เวลาตัดสิน

แต่นักวิเคราะห์บางคนก็มองปัญหาเดียวกันนี้ไปคนละมุม และบอกว่านี่อาจจะเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ

พวกเขาบอกว่า ถูกต้องที่ผู้เล่นจะใช้มือไม่ได้ แต่อย่าลืมว่ามันก็เปิดโอกาสให้พวกเขาได้พัฒนาทักษะอย่างอื่น เช่นการบล็อก, การสไลด์ตัว หรือการพยายามเอาตัวเข้าบังระหว่างลูกฟุตอบลกับประตู

อีกทั้งเด็กยังจะได้พัฒนาการเล่นบอลด้วยเท้า ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของผู้รักษาประตูยุคใหม่ด้วย

อย่าลืมว่าสุดยอดผู้รักษาประตูในโลกนี้หลายคน ไม่ได้เริ่มต้นเล่นฟุตบอลในตำแหน่งผู้รักษาประตู แต่เติบโตจากตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนมาเป็นโกล์ภายหลัง

น่าตื่นเต้น และอยากจะรู้จริงๆว่า โมเดลฟุตบอล 3×3 ที่นำมาใช้นี้ จะทำให้นักฟุตบอลอังกฤษในอนาคตดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่า กว่าจะรู้คำตอบ อาจต้องรอกันเป็น 10 ปี

แต่รู้หรือไม่ว่า อังกฤษ ไม่ได้เป็นประเทศเดียวในโลก ที่เลือกฟุตบอล 3×3 สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบ

ฟุตบอล 3×3 ถูกบรรจุอยู่ในโครงสร้างฟุตบอลเยาวชนของประเทศอย่างเยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์ และอีกหลายประเทศในโลกเรียบร้อยแล้ว

นี่จึงเป็นฟุตบอลอีกหนึ่งรูปแบบที่น่าสนใจ และน่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าหากสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย หรืออะคาเดมีฟุตบอลในบ้านเรา ลองนำมาใช้บ้าง เราอาจจะมีนักฟุตบอลทีมชาติไทยที่ดีขึ้นในอนาคตก็ได้.