“โต้ง” กวีพันธ์ มนตรีวงศ์ คือหนึ่งในรุ่นพี่ที่สนิทกันมาก มาตั้งแต่สมัยเรียนนิเทศศาสตร์ ม.นเรศวร ปีที่ 1 (พี่โต้ง อยู่ปี 2) หลังจากเรียนจบมาทั้งผมและพี่โต้ง ก็เดินหน้าสู่อาชีพสื่อมวลชนมาตลอด อาจจะเพียงแค่คนละสายเท่านั้น
ล่าสุดได้คุยกับ พี่โต้ง-กวีพันธ์ ก็เลยทราบว่าแกผันตัวเองมาเป็น “โค้ชพิคเคิลบอล” (กีฬาที่ผสมผสานระหว่างเทนนิส+แบดมินตัน+ปิงปอง) แบบเต็มตัวแล้ว ก็เลยถือโอกาสพูดคุยถึงที่มาที่ไปในเรื่องของวันนี้

พี่โต้ง เล่าถึงการเล่นพิคเคิลบอล ว่า “มันเหมือนรักเก่าในร่างใหม่ ทั้งที่เคยเลิกรากันไปแล้ว พอกลับมาเจอกันอีกที ก็โป๊ะเช๊ะ เพราะผมเคยเรียนปิงปองสมัยมัธยมต้น ตอนนั้นเราก็อินกับมันพอสมควรนะ ประมาณวิ่งแย่งโต๊ะกันหลังเลิกเรียน กว่าจะกลับบ้านก็เหงื่อเปียกโชกทั้งตัว พอหมดจังหวะนั้นก็หยุดเล่นไปเลย ส่วนหนึ่งเพราะเราเรียนที่ปทุมคงคา บรรยากาศของฟุตบอลมันปกคลุมไปทั่วทั้งโรงเรียน ที่สุดก็ไปที่เส้นทางนักบอลโรงเรียน แล้วก็เล่นฟุตบอลมายาวนานทั้งชีวิต ซึ่งผู้ชายเจนเอ็กซ์ในประเทศนี้ส่วนใหญ่ก็คงเป็นแบบผมแหล่ะ”

แล้วกับพิคเคิลบอลละ มายังไง?
“ผมเห็นคนตีพิคเคิลบอลครั้งแรก มันดูขาด ๆ เกิน ๆ นะ คือขนาดลูกบอลมันใกล้เคียงเทนนิสแต่เหมือนเล่นอั้นๆ ในพื้นที่จำกัดเท่าสนามแบดมินตัน แว้บแรกคิดว่ามันเป็นกีฬาคนแก่ที่วิ่งไม่ไหว แรงไม่มี เค้าเลยหาอะไรเบา ๆ มาให้ทำแทนหรือเปล่าเนี่ย แต่พอเห็นไม้ตีที่เรียกว่า PADDLE เอ๊ยๆ มันคล้ายกับไม้ปิงปองนี่หว่า ไหนขอลองหน่อย”
“เท่านั้นแหล่ะ ความรู้สึกของความรักครั้งเก่าสมัยวัยรุ่นมันกลับมาทันที สัมผัสที่คุ้นเคย ทั้งการปาด การเฉือนมาครบ โดยเฉพาะแบ๊กแฮนด์แสนรักของผม ก็ได้ย้อนกลับมาใช้งานอีกครั้งนึง รู้สึกฟินมาก ๆ แต่พอสนใจจะมาตีจริงจัง มันก็มีอีกหลายมิติที่ต่างจากปิงปอง มันมี GROUND Strok แบบเทนนิสด้วยอ่ะ พอเค้าหวดมาหนัก ๆ เราจัดการรับมือไม่ได้”

“ผมอยากเรียกว่ามันมีลำหักลำโค่นที่เป็นเรื่องพลังในเทนนิสหลงเหลือมาด้วย ไม่ใช่ซอฟต์เกมส์ที่เบามืออย่างที่คิด เป็นส่วนผสมของเรื่องความแม่นยำและพละกำลัง ใช่แล้วนี่แหล่ะ กีฬาที่สองของชีวิตที่ตามหา เล่นฟุตบอลมาตลอดทุกช่วงวัยจนถึงกึ่งกลางชีวิต ก็ปฏิเสธไม่ได้นะว่าผมทำให้ผมบาดเจ็บมาหลายครั้ง ทุกวันนี้เข่าข้างขวาก็ยังใช้งานได้ไม่ดี ต้องใส่อุปกรณ์ซัพพอร์ตตลอด ถ้าจะเตะบอล หรือเล่นกีฬา”
ลืมบอกไปนิดนึง แบดมินตันก็เป็นต้นทางส่วนผสมของกีฬาชนิดนี้ด้วย การได้ตบหรือ Smash กันสนั่นหน้าเน็ตนั้น มันช่างบันเทิงสุดๆ ใครที่เล่นกีฬาแร็กเก็ตมาก่อนคงเข้าใจดี และกีฬาชนิดนี้ มีจังหวะให้คุณดวลกันหน้า Non VOLLEY Zone อย่างจุใจ พื้นที่นี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ในเกมกีฬานี้ จนมีชื่อเล่นว่าคิทเช่น ใช้ทำอะไรได้หลายอย่าง ทั้งดักตีเพื่อเอาชัย หรือ หยอดลูกเข้าไปเพื่อหลบภัยจากนักตบสายโหดทั้งหลาย”

ในความคิดผม มันเลยกลายเป็นเกมที่คุณมีทางเลือก คือ เลือกปะทะกันแบบตรง ๆ ก็ได้ ก็คือตบใส่ หรือตีเอาแต้ม แต่อีกทางนึง ถ้าคุณสู้กับคู่แข่งแบบนั้นไม่ได้ คุณหนีเลย ไปเล่นอีกแบบนึง เล่นเดี๋ยวหยอด เดี๋ยวเล่นทาง หรือยกข้ามหัว อะไรอีกหลายวิธี ไม่ต้องอยู่ในเกมส์ของคู่แข่ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คุณเห็นผู้หญิงบอบบาง คุณป้าอายุเยอะ หรือเด็กน้อยที่ได้รับการฝึกฝนและเข้าใจเกมส์พอ สามารถเอาชนะผู้ชายอย่างผมได้สบาย ๆ”
พี่โต่ง ระบุต่อว่า “ในคอร์ตที่เปิดโอเพ่นเพลย์ จึงมีจอมยุทธแฝงตัวมาให้คุณแปลกใจเสมอ คือดูแล้วไม่น่าเก่ง แต่พอเล่นกัน เราสู้เค้าไม่ได้เลย ซึ่งความเก่ง มักมีที่มาเช่น เคยเล่นเทนนิสมาแล้วทั้งชีวิต แก่แล้วเลยหยุดแต่กลับเล่นพิคเคิลบอลอีกที เคาะสนิมนิดนึง เข้าใจเกมส์นิดหน่อย ทีนี้ ใครก็ฉุดไม่อยู่ประมาณนั้น กลายเป็นว่ากีฬาชนิดนี้ปลุดความหนุ่มสาว ความกระฉับกระเฉงให้กับบรรดารุ่นใหญ่วัยเก๋าได้เป็นอย่างดี”

มีคำถามว่าเส้นทางการการเติบโตของพิคเคิลบอลในไทยมันผิดวิสัยเกินไปหรือเปล่า? เรื่องนี้ พี่โต้งมองว่า….
“ผมอยากอธิบายว่าอะไรก็ตามที่เปิดที่นิยมในตัวมันเอง มีจุดแข็งพอ ถ้าถูกส่งต่อในสังคมออนไลน์ มันแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วแน่นอน คอร์ตใหม่ๆ ดีไซน์สวยฝังตัวตามตึก ตามมุมต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ เต็มไปหมด แล้วถูกกระตุ้นด้วยการออกแบบกิจกรรมให้ว้าวกว่าแค่ไปออกกำลังกาย”

“ล่าสุดที่เจอคือไปตีเพื่อช่วยน้ำท่วม ดูสิ เล่นกับสถาการณ์ปัจจุบัน ตีแล้วยังได้บุญอีก เก็บแค่ห้าร้อยบาท มีช่างภาพถ่ายรูปให้ระหว่างเล่น หลังเล่นมีอาหารมิชลิน มีไวน์ และเราได้ฝึกกับนักตีระดับอีลิต ซึ่งนั้นหมายความว่าเค้ามีสปอนเซอร์ ถ้าการตลาดมันเลิศได้ขนาดนี้ อนาคตของกีฬาชนิดนี้ยังเดินหน้าไปได้อีกไกล โดยเฉพาะ เอเชียคือตลาดที่จะเติบโตที่สุดในโลก ฟิลิปินส์กับเวียดนาม นำไปแล้ว ของเราผมแนะนำให้คุณลองเสิร์ชว่า PICKLEBALL ใกล้ฉันแล้วจะเข้าเลย”
“ทุกวันนี้ผมเป็นโค้ชแบบเต็มตัว ที่แรกก็ไปตี พอตีบ่อยก็อยากตีเก่ง พอตีเป็นก็อยากถ่ายทอด อยากถกเถียงในประเด็นที่เราสงสัยที่สุด ก็ไปอบรมโค้ชกับทาง TPSA The Pickleball Sport Association ที่คุณทยา ทีปสุวรรณ เป็นนายกสมาคม และอีกที่หนึ่งคือ Arise Pickleball Academy ซึ่งดีมากทั้งสองที่ แค่ตีเป็นหรือแม้กระทั่งตีเก่ง ผมคิดว่าไม่พอ คุณต้องเข้าใจเรื่องการถ่ายทอดแบบผู้ฝึกสอน มันมีกระบวนการของมันอยู่”

จากเริ่มต้น สนใจเล่น จนก้าวข้ามมาเป็นโค้ช Pickleball ตามที่ตั้งใจไว้ แต่ “พี่โต้ง” ยอมรับว่ายังต้องวพัฒนาและเรียนรู้เยอะ
“สำหรับผมคือผู้เริ่มต้นในเส้นทางนี้ ทางยังอีกไกล มีหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ อย่างโค้ชก็ต้องคอยเต็มคอยรีเฟรชตัวเองตลอดเวลา คล้ายพวกวิชาชีพพยาบาล ไม่ใช่เป็นแล้วเป็นเลยไปจนตาย ไม่ต้องขยับ กติกามันเปลี่ยน องค์ความรู้มันเปลี่ยน หรือแม้กระทั่งเทคโนโลนีก็เปลี่ยน ส่งผลกับรูปแบบการเล่นของนักกีฬาแน่นอน ขนาดเทสล่า แบรนด์รถไฟฟ้าระดับโลกยังมาจับตลาดนี้ ทำ paddle ขายด้วย เอาสิโต้ง”

“ผมอยู่กับงานสื่อมาตลอดชีวิตเป็นนักจัดรายการวิทยุตั้งแต่มหาลัย ผ่านงานทีวีมาหลายรูปแบบ จนถึงวันนี้ทุกคนเป็นเจ้าของสื่อได้ ทุกคนเป็นตัวของตัวเองในการนำเสนอข่าวสารได้ ผมอยากถ่ายทอดเรื่อง pickleball คือตัวเองสนุก มีรายได้ บริหารเวลาชีวิตได้ แล้วเส้นทางมันเปิดให้เรากล้าฝันในวันที่วัยก็ปาเข้าไปครึ่งคนแล้ว”
“อยากให้ลองเล่นกันดูครับ ผมเปิดเพจเล็ก ๆ ชื่อ KIWITV ทำเนื้อหาสนุกๆ สำหรับผู้เริ่มต้น ผู้จริงจัง หรือผู้ที่มีความหลังกับกีฬาแร็คเก็ตแล้วหยุดไป ลองมารื้อฟื้นกันดูครับ ผมมีคำแนะนำโดยเฉพาะสำหรับสาย 50 พลัส ซีเนียร์ทั้งหลาย สามารถมาเริ่มต้นได้เลยครับ”

เอาเป็นว่า ใครที่ชื่นชอบการเล่นกีฬา “พิคเคิลบอล” กีฬาน้องใหม่มาแรง น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่เล่นแล้วสนุก ท้าทาย ได้สุขภาพ ลองเล่นดู ไม่แน่คุณอาจจะหลงรักจนถอนตัวไม่ขึ้น และแทบจะลืมกีฬาอื่น ๆ แบบ “พี่โต้ง” กวีพันธ์ มนตรีวงศ์ ไปเลยก็ได้



