กรณีบริษัทฯ ได้เข้าทำสัญญากิจการร่วมค้า (Joint Venture) กับนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่ง เพื่อดำเนินงานรับเหมาโครงการของหน่วยงานราชการ โดยกิจการร่วมค้าดังกล่าวนี้ ได้ทำการจดทะเบียนเพื่อขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรและจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เนื่องจากแม้กิจการร่วมค้าจะถูกกำหนดให้เป็น “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ตามมาตรา 1012 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กิจการร่วมค้า มีสถานภาพเป็น “ห้างหุ้นส่วนสามัญ” เท่านั้น        

เงินลงทุนที่เกี่ยวข้องกับกิจการร่วมค้าออกไปใช้ โดยมิได้นำเงินดังกล่าวเข้าบัญชีของกิจการร่วมค้า ส่งผลให้ในงบการเงินของกิจการร่วมค้ามีการบันทึกรายการเป็น “ลูกหนี้กรรมการ” และยังคงมีกำไรสะสมคงเหลืออยู่ เช่นนี้ กิจการร่วมค้าต้องคำนวณดอกเบี้ยที่พึงได้รับมารวมเป็นรายได้เพื่อคำนวณกำไรสุทธิตามนัยมาตรา 64 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร และนำมาคำนวณเป็นรายรับที่พึงได้รับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร

สำหรับกำไรสะสมที่เหลืออยู่ ให้กิจการร่วมค้านำมาแบ่ง และคืนให้แก่บริษัททั้งสองที่เข้าร่วมค้า โดยไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เนื่องจากได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 5 ทวิ แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2500.