หรือกรณี iLaw องค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งทำงานสื่อสารรณรงค์มีเป้าหมายหลักการประชาธิปไตย, เสรีภาพในการแสดงออก และระบบยุติธรรมที่เป็นธรรมในถูกใส่ร้ายกล่าวหาว่ารับเงินต่างชาติ
ในมุมหนึ่ง พวกเขาคือผู้ปิดทองหลังพระ อุทิศตนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและชุมชนที่ถูกทอดทิ้ง แต่ในอีกมุมหนึ่ง กลับถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการรับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศ การเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ หรือความไม่โปร่งใสของผู้บริหารมูลนิธิบางแห่ง
ปัญหาคือ เมื่อองค์กรใดองค์กรหนึ่งถูกตรวจพบว่ากระทำผิด ความผิดนั้นกลับถูกนำไปเหมารวมว่าเอ็นจีโอทั้งหมดเป็นเช่นเดียวกัน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เอ็นจีโอดีหรือไม่ดี” แต่คือ เราเข้าใจบทบาทขององค์กรเหล่านี้มากน้อยเพียงใด และควรใช้หลักเกณฑ์อะไรในการแยกแยะองค์กรที่ทำงานเพื่อสาธารณะออกจากองค์กรที่อาจแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
จุดกำเนิดระดับโลก: จากการต่อต้านการค้าทาส สู่กาชาดสากล

การรวมตัวของประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมมีประวัติศาสตร์ยาวนาน หนึ่งในต้นแบบสำคัญของการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมข้ามชาติ คือการต่อต้านการค้าทาสในอังกฤษ
ในปี ค.ศ. 1787 มีการก่อตั้ง Society for Effecting the Abolition of the Slave Trade เพื่อรณรงค์กดดันให้รัฐบาลยกเลิกการค้าทาส การเคลื่อนไหวนี้มีส่วนสำคัญต่อการออกกฎหมายยกเลิกการค้าทาสในอังกฤษในปี ค.ศ. 1807 และการเลิกทาสในจักรวรรดิอังกฤษในปี ค.ศ. 1833
อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญคือการก่อตั้งคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ในปี ค.ศ. 1863
หลังจากอ็องรี ดูว์น็อง (Henry Dunant) นักมนุษยธรรมชาวสวิส ได้เห็นความทุกข์ทรมานของทหารบาดเจ็บจากยุทธการโซลเฟริโนในปี ค.ศ. 1859 เขาเสนอแนวคิดให้จัดตั้งองค์กรอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากสงครามโดยไม่เลือกฝ่าย แนวคิดนี้นำไปสู่การก่อตั้ง ICRC และการจัดทำอนุสัญญาเจนีวาฉบับแรกในปี ค.ศ. 1864
ส่วนคำว่า NGO ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในระบบสหประชาชาติผ่านกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 71 ในปี ค.ศ. 1945 ซึ่งเปิดช่องให้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (ECOSOC) จัดให้มีการปรึกษาหารือกับองค์กรพัฒนาเอกชนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของตน
ประวัติศาสตร์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า พลังของประชาชนสามารถรวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย และตรวจสอบการใช้อำนาจได้ แม้จะไม่ได้มีอำนาจรัฐหรือผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นแรงขับเคลื่อนก็ตาม
ทำไมสังคมจึงจำเป็นต้องมี NGO?
รัฐมีหน้าที่หลักในการจัดบริการสาธารณะและดูแลประชาชน แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ กฎระเบียบ และโครงสร้างการบริหาร อาจทำให้การช่วยเหลือบางกรณีไม่สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วหรือทั่วถึง
ขณะที่ภาคเอกชนส่วนใหญ่ดำเนินงานภายใต้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ แม้จะมีธุรกิจเพื่อสังคมและโครงการ CSR ที่ช่วยแก้ไขปัญหาสาธารณะอยู่ด้วยก็ตาม
NGO จึงมีบทบาทในการเติมเต็มช่องว่างเหล่านี้ ทั้งการช่วยเหลือผู้เดือดร้อน การพัฒนาชุมชน การสะท้อนปัญหาที่รัฐอาจมองไม่เห็น และการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐและทุน
อย่างไรก็ตาม NGO ไม่ได้มีหน้าที่แทนรัฐ และไม่ได้หมายความว่าการทำงานของ NGO ทุกแห่งจะถูกต้องหรือมีประสิทธิภาพเสมอไป
สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่า NGO เป็นหนึ่งในกลไกของสังคมที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาสาธารณะได้ เมื่อทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นอย่างเหมาะสม

พัฒนาการเอ็นจีโอไทย: จากความเมตตา สู่การตรวจสอบโครงสร้างอำนาจ
พัฒนาการของ NGO ไทยเติบโตคู่กับปัญหาของสังคมในแต่ละยุคสมัย โดยสามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญได้ 3 ช่วง
1. ยุคสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาส
ในช่วงก่อนและหลังทศวรรษ 2480 งานขององค์กรการกุศลและองค์กรสงเคราะห์มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างทั่วถึง
ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการก่อตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2482 โดยมิสเจนีวีฟ คอลฟิลด์ รวมถึงมูลนิธิที่ทำงานด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ
งานในยุคนี้มีพื้นฐานจากจิตกุศลและเมตตาธรรม แต่ต่อมาได้พัฒนาไปสู่การสร้างโอกาสและความสามารถในการพึ่งพาตนเองของผู้ด้อยโอกาส
2. ยุคพัฒนาชนบทและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ในช่วงทศวรรษ 2510–2520 เมื่อประเทศไทยเผชิญปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในชนบท องค์กรภาคประชาสังคมเริ่มเปลี่ยนจากการสงเคราะห์เฉพาะหน้าไปสู่การพัฒนาศักยภาพชุมชน
ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นบุคคลสำคัญในการริเริ่มและสนับสนุนงานพัฒนาชนบท โดยเน้นการทำงานร่วมกับชาวบ้าน เพื่อให้ประชาชนสามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้อย่างยั่งยืน
ตัวอย่างองค์กรและโครงการสำคัญ ได้แก่ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม และโครงการพัฒนาชนบทลุ่มแม่น้ำแม่กลอง
อย่างไรก็ตาม ในยุคสงครามเย็น นักพัฒนาชนบทและองค์กรบางกลุ่มถูกเพ่งเล็งหรือกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคอมมิวนิสต์ สะท้อนให้เห็นว่าแม้การทำงานเพื่อสังคมจะมีเจตนาดี แต่ก็อาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองและโครงสร้างอำนาจได้
3. ยุคสิ่งแวดล้อม การเมือง และสิทธิมนุษยชน
ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา การเร่งพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศไทยทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชน
องค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายภาคประชาชนจึงมีบทบาทในการติดตาม ตรวจสอบ และคัดค้านโครงการพัฒนาที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน เช่น การเคลื่อนไหวต่อต้านเขื่อนน้ำโจน และการอนุรักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่าโดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ต่อมา เมื่อการเมืองไทยเผชิญความขัดแย้งและข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม องค์กรภาคประชาสังคมบางส่วนก็ขยายบทบาทไปสู่การทำงานด้านสิทธิมนุษยชน กฎหมาย และประชาธิปไตย
ตัวอย่างเช่น iLaw ซึ่งทำงานด้านการติดตามกฎหมายและการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งติดตามปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
การทำงานเหล่านี้ทำให้ NGO บางแห่งถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับแหล่งทุนจากต่างประเทศและบทบาทในการเมืองภายในประเทศ
แต่ข้อกล่าวหาเหล่านี้ควรพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ไม่ควรนำมาใช้เป็นข้อสรุปว่าองค์กรภาคประชาสังคมทั้งหมดมีเจตนาเดียวกัน

NGO จดทะเบียน กับไม่จดทะเบียน: ต่างรูปแบบ แต่มีคุณค่า
องค์กรภาคประชาสังคมมีทั้งรูปแบบที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เช่น มูลนิธิและสมาคม และรูปแบบที่เป็นเครือข่ายประชาชนหรือกลุ่มเคลื่อนไหวที่ไม่ได้จดทะเบียน
องค์กรที่จดทะเบียนมักมีโครงสร้างการบริหารที่ชัดเจน สามารถทำสัญญาและดำเนินโครงการระยะยาวได้ แต่มีข้อกำหนดทางกฎหมายและการบริหารจัดการ
ส่วนเครือข่ายที่ไม่ได้จดทะเบียนอาจมีความคล่องตัวสูง สามารถรวมตัวเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้รวดเร็ว แต่มีข้อจำกัดด้านการบริหารเงินและความต่อเนื่องของการดำเนินงาน
ทั้งสองรูปแบบต่างมีบทบาทต่อสังคม และไม่ควรตัดสินคุณค่าจากสถานะการจดทะเบียนเพียงอย่างเดียว
เงินทุนจากต่างประเทศ: ตรวจสอบได้ แต่อย่าเหมารวม
ประเด็นเรื่องการรับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเป็นหนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญเกี่ยวกับ NGO ในประเทศไทย
ในหลักการ การรับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศไม่ได้เป็นหลักฐานในตัวเองว่าองค์กรนั้นกระทำผิดหรือเป็นภัยต่อประเทศ เช่นเดียวกับการได้รับเงินจากแหล่งทุนภายในประเทศก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าองค์กรจะมีความโปร่งใสเสมอไป
การตรวจสอบองค์กรจึงควรพิจารณาจากข้อเท็จจริง ได้แก่
- แหล่งที่มาของเงินทุนมีความชัดเจนหรือไม่
- วัตถุประสงค์ของการสนับสนุนคืออะไร
- ผู้ให้ทุนมีเงื่อนไขหรืออิทธิพลต่อการดำเนินงานอย่างไร
- องค์กรใช้จ่ายเงินตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่
- มีระบบเปิดเผยข้อมูลและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินอย่างเหมาะสมหรือไม่
หลักการเดียวกันนี้ควรใช้กับองค์กรที่ได้รับเงินจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้บริจาคภายในประเทศด้วย
เพราะการตรวจสอบแหล่งทุนเป็นสิ่งจำเป็น แต่การกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐานย่อมไม่เป็นธรรมต่อองค์กรที่ทำงานเพื่อสาธารณะ

บทสรุป: มองให้ลึก อย่าเหมารวม
จากประวัติศาสตร์การต่อต้านการค้าทาส การกำเนิดกาชาดสากล ไปจนถึงการทำงานด้านพัฒนาชนบท สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ทำให้เราเห็นบทเรียนสำคัญว่า
เราไม่ควรเหมารวมว่า “เอ็นจีโอดีทั้งหมด” หรือ “เอ็นจีโอแย่ทั้งหมด”
NGO มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส สะท้อนเสียงของประชาชน และตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐและทุน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบ
หากองค์กรใดมีการทุจริต ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน ก็ควรได้รับการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง ปัญหาขององค์กรหนึ่งไม่ควรถูกนำมาเหมารวมเป็นความผิดขององค์กรทั้งหมด เช่นเดียวกับองค์กรที่ทำงานสุจริตก็ควรได้รับการคุ้มครองจากการกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน
ในวันที่สังคมไทยยังเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยยังคงจำเป็นต้องมีองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำหน้าที่เป็นดวงตาและกระบอกเสียงให้กับประชาชน
สิ่งที่สังคมควรทำจึงไม่ใช่การทำลายหรือหวาดระแวง NGO ทุกแห่ง แต่คือการสร้างระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง เป็นธรรม และโปร่งใส
การเข้าใจ NGO อย่างแท้จริง ไม่ใช่การเชื่อทุกสิ่งที่ NGO พูด หรือปฏิเสธทุกสิ่งที่ NGO ทำ แต่คือการรู้จักแยกแยะข้อเท็จจริง เปิดใจรับฟัง และใช้หลักฐานเป็นเครื่องตัดสิน
เพื่อให้องค์กรที่ทำงานอย่างสุจริตสามารถเดินหน้าทำงานต่อไปได้ ขณะเดียวกันองค์กรที่กระทำผิดก็ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง นี่คือหนทางที่จะทำให้ภาคประชาสังคมเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ และร่วมกันสร้างสังคมไทยให้สมดุล เป็นธรรม และน่าอยู่ยิ่งขึ้น
———————————-
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง



