ตลอดสองปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลพรรคร่วม วุฒิสภา ตลอดจนกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ ไม่เพียงแต่ไร้ความสามารถในการนำพาประเทศไปข้างหน้า แต่ยังสร้างความกังขาและซ้ำเติมวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชนจนถึงขีดสุด
กระบวนการยุติธรรมหลายมาตรฐาน: เมื่อกฎหมายเลือกปฏิบัติตามขั้วอำนาจ
วิกฤตที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมไทยมากที่สุดประเด็นหนึ่ง คือกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), สำนักงานอัยการสูงสุด ไปจนถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาประชาชนแทบจะฝากความหวังไว้ได้ก็ต่อเมื่อเรื่องเข้าสู่ชั้นศาล ส่วนกระบวนการในชั้นต้นกลับถูกตั้งคำถามเรื่องการใช้อำนาจแบบ “สองมาตรฐาน” อย่างเด่นชัด
เมื่อประชาชนคนธรรมดาหรือผู้เห็นต่างถูกดำเนินคดี กฎหมายกลับถูกบังคับใช้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด แต่เมื่อเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจหรือพรรคร่วมรัฐบาล กระบวนการกลับยืดเยื้อ เงียบหาย หรือจบลงด้วยการหลุดรอดอย่างน่าสงสัย ภาพการเลือกปฏิบัติเช่นนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมไม่ได้ถูกใช้เพื่อผดุงความยุติธรรมอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือรองรับอำนาจและความคงอยู่ของกลุ่มทุนและนักการเมือง

ปี 2568: สภาพการนำที่ไร้เสถียรภาพและข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์ชาติ
ในยุคที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล สิ่งที่ปรากฏชัดคือนายกฯแพทองธาร ชินวัตร ขาดแคลนภาวะผู้นำ ขาดประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริหารประเทศ วาระเร่งด่วนที่พยายามขับเคลื่อนอย่าง “สถานบันเทิงครบวงจร” (คาสิโน) ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าจะพ่วงมากับปัญหาการพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กลับสร้างข้อกังขาว่าเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่มมากกว่าเศรษฐกิจส่วนรวม
สิ่งที่สั่นคลอนความมั่นคงอย่างหนัก คือกรณีความขัดแย้งกับกัมพูชาและประเด็นเทปสนทนาระหว่างผู้นำฮุน เซน กับนายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งนำไปสู่การพ้นจากตำแหน่งพร้อมข้อกล่าวหาร้ายแรงเกี่ยวกับผลประโยชน์ของชาติ ทว่ากระบวนการทางอาญากลับดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ยิ่งกรณีนักโทษหนีคุกที่อ้างป่วยทิพย์อยู่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมากลับทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
ปี 2569: เมื่อองค์กรอิสระถูกมองว่ากลายเป็นเกราะป้องกันอำนาจ

เมื่อเพื่อไทยและภูมิใจไทยยังครองอำนาจ แต่ขั้วอำนาจเปลี่ยน สัมปทานรัฐบาลตกมาอยู่ภายใต้พรรคภูมิใจไทย ความเอือมระอาของสังคมยิ่งทวีความรุนแรง ร่องรอยการทุจริตและข้อกังขาในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลายเป็นบททดสอบสำคัญของบรรดาองค์กรอิสระ แต่คำตอบที่ประชาชนได้รับกลับมีเพียงความเงียบและการวินิจฉัยที่ขัดต่อความรู้สึกของสังคม
- กกต. ถูกตั้งคำถามจากการไม่ส่งฟ้องผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย
- ศาลรัฐธรรมนูญ ออกคำวินิจฉัยรองรับกระบวนการเลือกตั้ง สว. กรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ว่าเป็นการลงคะแนนโดย “ลับที่มีเงื่อนไข” ทั้งที่มีข้อสงสัยเรื่องความไม่สุจริต แล้วสรุปลงท้ายว่าอย่าทำอีก!?
- ป.ป.ช. ดำเนินการจำหน่ายคดีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อย่างเงียบๆ ขัดกับแนวทางคำวินิจฉัยเดิมของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนที่เรื่องจะไปค้างเกินครึ่งปี อยู่ที่ประธานรัฐสภาซึ่งมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับตระกูลชิดชอบ
ขณะเดียวกัน ความสองมาตรฐานยังสะท้อนผ่านกรณีที่ดินเขากระโดง ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลือกจะนิ่งเฉย ต่างจากชาวบ้านธรรมดาที่ครอบครองที่ดินรัฐซึ่งถูกดำเนินคดีอย่างเข้มงวด ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการทุจริตในกระทรวงต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ทั้งเรื่องการจ่ายสินบนสอบเข้ารับราชการท้องถิ่น ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างเปิดเผย โดยไม่สามารถดำเนินการถึง นักการเมืองที่เชื่อว่าเป็นตัวปัญหา
คณะรัฐมนตรี “เด็กฝึกงาน” และกับปรีชาทัศน์ของนายกฯ

เมื่อพิเคราะห์ถึงศักยภาพของคณะรัฐมนตรี ยิ่งสร้างความห่อเหี่ยวใจ รัฐมนตรีส่วนใหญ่เป็นเพียง “ตัวแทนเชิด” ของบ้านใหญ่ในแต่ละพื้นที่ที่ส่งเข้ามาเพื่อสร้างบารมีหรือมา “ฝึกงาน” โดยที่ศักยภาพจริงแม้วัดด้วยมาตรฐานการเป็นผู้บริหารบริษัทขนาดกลางก็ยังทำได้ยาก
ส่วนตัวนายกรัฐมนตรีกลับบริหารราชการแผ่นดินเหมือนประเทศอยู่ในยามปกติอันรุ่งเรือง เน้นแจกจ่ายงานให้คนอื่นทำ แล้วใช้เวลาส่วนใหญ่เดินสายต่างประเทศ ร้องเพลง และเล่นดนตรี ไร้ซึ่งปรีชาทัศน์ที่จะนำพาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤตการแข่งขันระดับโลก ความขัดแย้งในสามจังหวัดภาคใต้ หรือสภาวะสงครามในภูมิภาค ทำได้เพียง “ขายผ้าเอาหน้ารอด” ไปวันๆ เท่านั้น
การแทรกซึมสื่อ กับประชาชนที่รู้ทันเกมอำนาจ

สภาวะความง่อนแง่นของรัฐบาล ส่งผลให้เกิดความพยายามควบคุม แทรกซึม และซื้อสื่อมวลชน รวมถึงผู้นำความคิด (Influencers) บนโซเชียลมีเดีย เพื่อครอบงำความคิดของประชาชน แต่กลยุทธ์ดังกล่าวกลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในยุคปัจจุบัน เนื่องจากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบข้อเท็จจริง และ “รู้ทัน” เกมการเมืองและการประสานประโยชน์ระหว่างกลุ่มอำนาจอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว
วิกฤตประเทศและความเสื่อมถอยของระบบ

ขณะที่ สังคมไทยกำลังเผชิญวิกฤตความไม่มั่นคงหลายด้าน สงครามในตะวันออกกลางและยุโรป ภูมิรัฐศาสตร์การเมืองสุดสองขั้ว ธรรมชาติแปรปรวน สังคมสูงวัย (ผู้สูงอายุมีจำนวนมากมากขึ้น คนไทยอายุยืนมากขึ้น) ปัญญาประดิษฐ์ไร้ทิศทาง ทุนสีเทาหลอกลวงต้มตุ๋น ทุจริตทุกหย่อมหญ้าแม้แต่ในศาสนสถาน
ในด้านชีวิตความเป็นอยู่ ประชาชนต้องเผชิญวิกฤตรอบด้าน ทั้งภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ดินโคลนถล่มที่ขาดการวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบ วิกฤตพลังงาน การกักตุนน้ำมัน การปล่อยให้โรงกลั่นและนักค้าน้ำมันได้กำไรส่วนเกิน ค่าครองชีพที่พุ่งสูง อัตราการว่างงาน และเศรษฐกิจซบเซา
ท่ามกลางความไร้นโยบายที่จับต้องได้ของรัฐบาล นอกจากมาตรการเฉพาะหน้า เช่น โครงการแจกเงิน แจกชาวนาไร่ละพันบาท เอาเงินกู้มาซื้อแทร็กเตอร์อีวีไถนาให้ชาวนาฟรี หรือเร่ขายสินค้าราคาประหยัดพุ่มพวงเป็นจุดๆ
พฤติกรรมกินรวบประเทศไทย ทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา องค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรม ตลอดสองปีที่ผ่านมา กำลังบั่นทอนความศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตยแบบเดิม ที่เต็มไปด้วยการซื้อเสียงจาก ทุนสีเทา การทุจริตเชิงโครงสร้าง ธุรกิจการเมือง และทุนนิยมสามานย์

ความล้มเหลวและความไม่ยุติธรรมที่สะสมเหล่านี้ หากไม่เกิดการล้มกระดานเสียก่อน ก็จะเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ผลักดันให้ประชาชน ทั้งในกรุงเทพมหานคร เมืองใหญ่ และผู้ที่ห่วงใยอนาคตของประเทศ ตัดสินใจใช้คูหาเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นเครื่องมือ “สั่งสอน” โดยการเทคะแนนให้พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชน แต่จะสามารถทลายโครงสร้างอำนาจเดิม ท้าทายรัฐพันลึก และแสวงหาความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริงหรือไม่
หรือถึงเวลาที่เราจะต้อง“ ออกแบบประเทศไทย” กันใหม่ ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง
——————————
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง



