นายณัฐนภัส รชตะวิวรรธน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เบลนเดต้า จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม บริหารจัดการ บิ๊กดาต้า เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทจำนวนมากในประเทศไทย ให้ความสำคัญและต้องการที่จะนำ บิ๊กดาต้า มาใช้ แต่ยังคงเผชิญปัญหาด้านการบริหารจัดการ บิ๊กดาต้า เพื่อให้สามารถนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และคุ้มค่าต่อการลงทุน จึงเป็นความท้าทายของภาคธุรกิจที่ต้องพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการบิ๊กดาต้า ให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพสูง
“องค์กรของไทยรู้ว่าบิ๊กดาต้ามีประโยชน์และควรเร่งทำ แต่ยังไม่มีแนวทางในการเริ่มต้น จะเริ่มทำอะไรดี และเลือก ที่จะลงทุนซื้อเครื่องมือต่าง ๆ มาไว้ก่อน แล้วหาทางใช้ภายหลัง ทำให้การวัดผลความสำเร็จโครงการ หรือผลตอบแทน ทำได้ยากหรืออาจไม่คุ้มกับการลงทุน เพราะบิ๊กดาต้า ไม่ใช่เครื่องมือที่ซื้อมา แล้วจะให้ผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ทันที แต่ต้องอาศัยความร่วมมือหลายด้าน ทั้งด้านกลยุทธ์ทางธุรกิจ ด้านบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ด้านข้อมูลที่มีในมือ หรือด้านกระบวนการทำงานที่เอื้อ ซึ่งต้องจัดลำดับความสำคัญ กำหนดถึงรายละเอียดปลีกย่อย จนถึงผลลัพท์ ที่คาดหวังหลังจากทำเสร็จแล้ว”
นายณัฐนภัส กล่าวต่อว่า นอกจากนี้องค์กรของไทยยังมีปัญหาด้านความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐานและ ความไม่พร้อม ของข้อมูล ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับองค์กรที่ก่อตั้งมายาวนาน มีช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบไอที จากหลากหลายผู้ผลิต ทำให้ ข้อมูลที่จัดเก็บไม่อยู่ในรูปแบบเดียวกัน มีข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกัน และมีปัญหาด้านคุณภาพของข้อมูล ทำให้ไม่มีความแม่นยำ ทำให้ต้องใช้ผู้เชียวชาญและเวลาในการบริหารจัดการค่อนข้างสูง จึงควรจัดการกับข้อมูลตั้งต้นให้เสร็จก่อนทำบิ๊กดาต้า
อย่างไรก็ตาม ในด้านค่าใช้จ่ายจากปริมาณข้อมูลที่เติบโตขึ้น ซึ่งแปรผันโดยตรงกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น การใช้ เทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่ เช่น ระบบคลังข้อมูลขององค์กร หรือฐานข้อมูล จึงไม่เพียงพอและไม่ตอบโจทย์ จึงส่งผล ให้เกิดค่าใช้จ่าย ทางด้านลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ระบบสารสนเทศ และการดูแลรักษาที่ค่อนข้างสูง จึงต้องเลือกใช้ บิ๊ก ดาต้า เทคโนโลยี ที่รองรับการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ ต้นทุนที่ต่ำ ลดระยะเวลาประมวลผลจากชั่วโมง เหลือเพียงหลักนาที หรือวินาที เท่านั้น นอกจากนี้ยังต้องผลักดันให้พนักงานทุกคนในองค์กรมีการใช้ข้อมูลในการทำงาน หรือผลักดันธุรกิจ ให้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อวางรากฐานที่ดีตั้งแต่ระบบการทำงานและบุคลากรในองค์กร นำไปสู่วัฒนธรรมองค์กร ที่ใช้ข้อมูลเป็นเข็มทิศในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน.



