เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) น.ส.พิรงรอง รามสูต กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ เปิดเผยว่า ได้จัดประชุมกับผู้บริหาร สื่อมวลชน สภาการสื่อสารมวลชนแห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าววิทยุ และโทรทัศน์ไทย เพื่อหารือเรื่องแนวทางการนำเสนอข่าวภายใต้มาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพ โดยยกกรณีข่าวหลวงปู่แสง ที่มีกระบวนการนำเสนอและวิธีการให้ได้มาซึ่งเนื้อหาข่าวที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ตกเป็นข่าว

โดยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทุกช่องที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. ได้พิจารณาถึงโครงสร้างกระบวนการทำข่าว การแข่งขันที่รุนแรงจากต้นทุนผลิตที่ยังสูง ปัญหาเรตติ้ง จนมีการสร้างดราม่าเกิดขึ้น ซึ่งที่ประชุมได้สรุป จะมีการพูดคุยให้องค์กรวิชาชีพ มีการกำกับทางวิชาชีพกันเองให้มากขึ้น เพื่อลดการกำกับดูแลทางกฎหมายให้ลดลง และที่ผ่านมาการตีความกฎหมายตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์มาตรา 37 ที่ห้ามออกอากาศในเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ที่มีการตีความที่กว้างเกินไป จึงตกลงที่จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อทำงานร่วมกัน โดยมีตัวแทนจากสื่อและเจ้าหน้าที่ กสทช. และภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งจะจัดตั้งให้ได้เร็วที่สุด

น.ส.พิรงรอง กล่าวต่อว่า พร้อมทั้งได้เสนอให้มีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ในการตรวจจับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม แล้วนำข้อมูลมาให้คะแนนติดดาว ช่องใดที่มีคะแนนสูงก็จะได้รางวัล เช่น ลดค่าธรรมเนียม และให้บริษัทเอเจนซี่โฆษณา ใช้ในการพิจารณาซื้อโฆษณานอกเหนือจากการใช้เรตติ้ง  

นอกจากนี้ในส่วนของการดูแลเนื้อหาการนำเสนอของทีวีดิจิตอลนั้น ทาง กสทช.กำลังอยู่ระหว่างการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดูแลเนื้อหาชุดใหม่ หลังจากแต่เดิมมี 3 ชุด ตามหน้าที่ของกรรมการ กสทช.ชุดเก่า 3 คน จึงมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 3 ชุด แต่จากโครงสร้างใหม่ที่มีตนเองดูแลด้านกิจการโทรทัศน์เพียงคนเดียว จึงมีแผนตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่ให้หลอมรวมอยู่ในชุดเดียวกัน เพื่อช่วยพิจารณาในเรื่องต่างๆ รวมถึงเรื่องบทลงโทษทางปกครองด้วยตามอำนาจหน้าที่ของ กสทช.ที่เป็นหน่วยงานในการกำกับดูแล

“กรณีนำเสนอข่าวหลวงปู่แสง แล้วมีดราม่าเกินขึ้น ทาง กสทช. ก็ได้มีการดำเนินการเรียกผู้บริหารมาพูดคุย ซึ่งขณะที่ทางช่องเวิร์คพอยท์ และสมาคมสวิชาชีพ กำลังสอบสวนอยู่ ซึ่งก็ต้องให้เกียรติกับทางผู้ประกอบการ และสมาคมวีชาชีพด้วย การที่ทางช่องออกมารับผิดชอบโดยการให้ผู้สื่อข่าวพ้นสภาพพนักงานทันที แม้ผลการสอบสวนยังไม่ออกมา ก็ถือเป็นการรับผิดชอบในเบื้องต้นที่น่ายกย่องเพราะกรณีแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน” น.ส.พิรงรอง กล่าว