– โรคต้อหิน เป็นภัยเงียบทางดวงตา ทำให้เกิดภาวะสูญเสียการมองเห็นที่พบได้บ่อยที่สุดทั่วโลก
ในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่มีอาการอะไร ต่อมาลานสายตาจะค่อย ๆ แคบลง ถ้าไม่ได้รับการรักษา
ก็จะทำให้ตาบอดได้ในที่สุด
– วิธีการนวดตา การกินวิตามิน และคำโฆษณา “ไม่ต้องหยอดยา ไม่ต้องผ่าตัด” เป็นความเชื่อที่ผิด
และไม่ใช่วิธีที่สามารถรักษาโรคต้อหินได้
– การป้องกันที่ดีที่สุดคือการวินิจฉัยให้ถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยการเข้ารับการตรวจตาจากจักษุแพทย์ปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปี และกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน หรือต้อกระจก

จากการสำรวจเกี่ยวกับโรคต้อหินของโรงพยาบาลศิริราช พบว่า ในผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะมีภาวะต้อหินประมาณ 6% สำหรับในประชากรทั่วไปในทุกช่วงอายุ จะเกิดโรคต้อหินได้ประมาณ 3% จากตัวเลขดังกล่าว แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ยังไม่มาก แต่ถือว่าเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การคาดการณ์โอกาสที่จะพบผู้ป่วยที่เป็นต้อหินจึงมีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

ได้เวลาทำความรู้จักโรคนี้ให้กระจ่างและไขข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคต้อหินกับ “รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์” ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเรียนรู้ไปพร้อมกันว่า เมื่อได้รับการวินิจฉัย
ว่าเป็นต้อหินแล้ว ปลายทางของโรคไม่ได้จบที่ “ตาบอด” เสมอไป

รู้จักต้อหิน101
ต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคที่ทำให้เกิดภาวะสูญเสียการมองเห็นที่พบได้บ่อยที่สุดทั่วโลก โดยใน 90% ของผู้ป่วยระยะแรกมักไม่มีอาการ ต่อเมื่อลานสายตาค่อย ๆ แคบลง หากลานสายตาแคบลงน้อยกว่า 10 องศา ผู้ป่วยจะมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ขับรถเฉี่ยวชน ชนของตก สะดุดล้ม เป็นต้น หากไม่รีบเข้ารับการคัดกรองและตรวจรักษาอย่างถูกต้องก็จะทำให้ “ตาบอด” ได้ในที่สุด

หลายคนเข้าใจว่าต้อหิน เป็นโรคของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ต้อหินพบได้ทุกเพศทุกวัย
แต่จะพบได้มากในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และโดยส่วนใหญ่จะไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรค แต่ไม่เกิน 10% จะมีสาเหตุมาจากโรคอื่นๆ เช่น เบาหวานขึ้นตา ต้อกระจก มีการอักเสบในตา อุบัติเหตุทางดวงตา หรือใช้ยาหยอดตาผิดประเภทต่อเนื่องเป็นเวลานาน

รศ.นพ.นริศ บอกว่า เราสามารถแบ่งอาการของต้อหินออกเป็น 2 แบบ คือต้อหินเฉียบพลัน และต้อหินเรื้อรัง ซึ่งอาการของต้อหินเฉียบพลันพบได้ประมาณ 5-10% ของต้อหินทั้งหมด ผู้ป่วยจะมาหาหมอด้วยอาการ ปวดตา ตาแดง และตามัวทันที บางคนจะสังเกตเห็นเป็นสีรุ้งรอบดวงตา ถ้าได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว
ก็จะไม่กลายเป็นต้อหินเรื้อรัง แต่ถ้าทิ้งไว้นานๆ จะทำให้การมองเห็นแย่ลงและท้ายที่สุดก็จะรบกวนการทำงาน
กับการใช้ชีวิตประจำวันได้

“ส่วนอาการของต้อหินเรื้อรัง คนไข้ประมาณ 90% จะเป็นต้อหินเรื้อรังในระยะแรกจะไม่มีอาการอะไร การมองเห็นตรงกลางจะชัด แต่จะเสียลานสายตาด้านข้าง ซึ่งหากไม่สังเกตให้ดี จะไม่รู้ว่าการมองเห็นมีปัญหา
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้อหินเป็นมากขึ้น โดยไม่ได้รับการรักษา ลานสายตาที่เสียด้านข้างจะเสียมากขึ้น เรียกว่า
ลานสายตาแคบลงเรื่อย ๆ ต่อเมื่อลานสายตาเหลือไม่ถึง 10 องศา จะเริ่มมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าเสีย
ลานสายตาด้านล่าง ก็จะมีปัญหาเรื่องการเดินพลัดตกหกล้ม เพราะมองไม่เห็นด้านล่าง และถ้าคนไข้ที่มีลานสายตาน้อยกว่า 10 องศา หมอห้ามขับรถ เพราะเสี่ยงต่ออุบัติเหตุขับรถเฉี่ยวชนเป็นอันตราย”

ไขข้อข้องใจ…อะไรที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคต้อหิน
ความเชื่อ… ต้อหิน คือมีหินในลูกตา
ความจริง… โรคต้อหิน ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะความดันลูกตาสูง กดทำลายเซลล์ในขั้วประสาทตาลงเรื่อย ๆ จากไม่มีอาการในระยะแรก จนลานสายตาแคบลงและบอดในที่สุด ทั้งนี้ ตาจะมีอาการแข็งเหมือนกับหิน จากความดันภายในลูกตาที่สูงขึ้น ในทางการแพทย์จึงเรียกโรคนี้ว่า “ต้อหิน” นั่นเอง

ความเชื่อ…การนวดตารักษาต้อหินได้
ความจริง…การนวดตาไม่ใช่การรักษามาตราฐานหรือพิสูจน์ว่ารักษาต้อหินได้จริง นอกจากไม่เกิดประโยชน์ การนวดตายังอาจทำให้ต้อหินแย่ลง และกระตุ้นทำให้ตาบอดได้สำหรับผู้ป่วยต้อหินระยะสุดท้ายแนะนำให้พบจักษุแพทย์และเลือกวิธีการรักษาที่ได้มาตรฐานจะได้ผลการรักษาที่ดีกว่า

ความเชื่อ…วิตามินและอาหารเสริมช่วยรักษาต้อหินได้ “ไม่ต้องหยอดยา ไม่ต้องผ่าตัด”
ความจริง…เรามักได้ยินโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการรักษาโรคตาเยอะมาก ต้อหิน ต้อเนื้อ ต้อกระจกด้วยวิตามิน โดยการโทรปรึกษา หรือรับประทานวิตามินแล้วต้อเนื้อหายไปเอง กลับมามองเห็นดีขึ้น ปัจจุบันไม่มีวิตามินและอาหารเสริมตัวใดรักษาต้อหิน และโรคทางตาเช่นต้อเนื้อ และต้อกระจกได้การซื้อยาวิตามินที่ไม่ทราบส่วนประกอบที่ชัดเจน อาจมีอันตราย สามารถทำให้ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาต้อหินรุนแรงถึงตาบอดได้

ความเชื่อ…ต้อหินสามารถรักษาให้มองเห็นดีขึ้น
ความจริง… ต้อหินไม่สามารถรักษาให้มองเห็นดีขึ้นได้ มีแต่ภาวะทรงตัวหรือการมองเห็นแย่ลง แต่แพทย์สามารถชะลอภาวะต้อหินไม่ให้ลุกลาม โดยใช้ยาหยอด เลเซอร์ หรือการผ่าตัด เพื่อลดความดันลูกตาซึ่งอาศัยการนัดตรวจตา และรักษาแบบประคับประคองอย่างต่อเนื่อง จะทำให้คนไข้ใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

ความเชื่อ…เป็นโรคต้อหินแล้วจะตาบอด
ความจริง… ในคนไข้บางราย เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นต้อหิน เริ่มกลัว และวิตกกังวลว่าจะ ‘ตาบอด’ ซึ่งในข้อเท็จจริง แม้ต้อหินจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะตาบอดถาวร แต่การเป็นต้อหินไม่ได้หมายความว่าจะต้องจบลงด้วยการตาบอดเสมอ ถ้าเข้าสู่การรักษาที่ถูกต้อง โอกาสที่จะตาบอดมีไม่ถึง 5%อยู่ที่การประเมินอาการในแต่ละระยะ และชนิดของต้อหินที่เป็น หากค้นพบได้เร็ว เป็นระยะเริ่มต้นเข้ารับการรักษากับจักษุแพทย์ โอกาสที่จะตาบอดก็มีน้อยลง

ต้อหิน…เป็นแล้วรักษาหายขาดได้หรือไม่?
รศ.นพ.นริศ ให้คำตอบว่า “มีความรู้ใหม่ที่อยากจะเผยแพร่ให้ประชาชนได้ทราบ ก่อนหน้านี้เราจะเข้าใจว่าการเป็นต้อหินเป็นแล้วต้องเป็นไปตลอดชีวิต แต่ปัจจุบันพบว่า คนที่เป็นต้อหินหลายชนิดที่เมื่อรักษาสาเหตุแล้วสามารถทำให้ต้อหินหายไปได้ โดยเฉพาะต้อหินที่มีสาเหตุจากโรคอื่น หากแก้ไขสาเหตุหรือโรคนั้นแล้ว บางทีต้อหินหายไปได้ เช่น ต้อหินที่เกิดจากต้อกระจก เมื่อผ่าตัดรักษาต้อกระจกได้ ต้อหินก็หายไปได้ หรือต้อหินที่เกิดจากเบาหวานขึ้นตา หากคนไข้คุมเบาหวานให้ดี ได้รับการยิงเลเซอร์หรือผ่าตัดแล้ว ต้อหินก็หายไปได้อีกประการหนึ่งคือ ต้อหินชนิดมุมตาปิด หรือมุมตาแคบ ซึ่งพบมากในคนเอเชียรวมทั้งประเทศไทย ถ้าเกิดเป็นต้อหินมุมตาปิด หากได้รับการผ่าตัดต้อกระจก โอกาสที่ต้อหินจะหายไปด้วยมีสูงถึง 50-60%

“หากเป็นต้อหินจากกรรมพันธุ์ ต้อหินที่ไม่ทราบสาเหตุ หรือต้อหินชนิดมุมตาเปิด มีโอกาสที่จะเป็นต้อหินไปตลอดชีวิตได้ แต่สิ่งที่อยากเน้นย้ำว่า การรักษาต้อหิน เป็นการรักษาเพื่อให้ระดับของการมองเห็นของคนไข้ยังปกติเท่าเดิม ไม่ให้แย่ลง เพื่อป้องกันตาบอด และต้องรักษาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้นใครที่มาหาหมอเร็ว ลานสายตาหรือการมองเห็นยังดีอยู่ และเริ่มรักษาได้เร็ว ก็จะรักษาการมองเห็นให้อยู่ในระดับเดิมได้”

ถ้าคนไข้สู้ หมอก็สู้ แล้วเราจะสู้ไปด้วยกัน
ปัจจุบันจักษุแพทย์ของไทย คัดกรองตรวจหาโรคทางตาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถวินิจฉัยและรักษามีความปลอดภัย แต่ทั้งนี้แนะนำว่า สำหรับผู้ที่พบความผิดปกติด้านสายตาควรพบจักษุแพทย์เพื่อคัดกรองโรคทางตาอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไปที่ยังไม่เคยพบจักษุแพทย์ ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองต้อหินอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง รวมทั้งลดปัจจัยเสี่ยงของโรค ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงการซื้อยามาหยอดตาด้วยตัวเอง หรือระมัดระวังไม่ให้ดวงตาได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุทั้งจากการทำงานและอุบัติเหตุบนท้องถนน

“คนที่เป็นโรคตาส่วนใหญ่จะเป็นคนปกติที่ดูแลตัวเองได้ เพราะฉะนั้น อาการจะแย่ลงหรือไม่
จึงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคนไข้ จะต้องหมั่นหยอดยา รักษาตัวเองให้ดีอย่างสม่ำเสมอ ขณะเดียวกัน
คนในครอบครัวก็ต้องช่วยเตือน ช่วยดูแล โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาจจะเริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ หรือมีโรคอื่น
ที่เกี่ยวข้องที่ต้องดูแล การรักษาโรคจะประสบความสำเร็จได้นั้น ทั้งผู้ป่วยและแพทย์จะต้องมีการสื่อสาร
ต้องร่วมมือกัน เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่นและได้ประสิทธิภาพ “ถ้าคนไข้สู้ หมอก็สู้ แล้วเราจะสู้ไปด้วยกัน” รศ.นพ.นริศ ทิ้งท้าย

HOW – TO
แม้การใช้สายตาไปกับการอ่านหนังสือ เล่นสมาร์ทโฟน หรือทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
จะไม่ทำให้เกิดต้อหิน แต่การใช้สายตาเยอะ ไม่ว่าจะด้วยวิธีอะไรก็สามารถทำให้เกิดความผิดปกติของดวงตาได้
แต่โดยส่วนใหญ่จะไม่ทำให้เกิดโรค แต่จะเป็นปัญหาสุขภาพตาที่เกิดจากการใช้สายตา เช่น ปวดศีรษะ
กล้ามเนื้อตาล้า ตาพร่ามัว เป็นต้น เพื่อเป็นการถนอมสายตา คุณหมอมีคำแนะนำ ดังนี้

  • คนที่มีความจำเป็นต้องใช้สายตาเป็นประจำ ต้องสวมแว่นตาที่เหมาะสมระหว่างการใช้งาน
  • พักสายตาทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้กล้ามเนื้อตาได้พัก และผ่อนคลายด้วยการมองออกไปไกลๆ หรือหลับตาไว้สักครู่
  • สำหรับคนที่มีภาวะตาแห้งก็ให้หยอดน้ำตาเทียม
  • การใช้อุปกรณ์ไอทีในเด็ก ควรใช้ให้พอเหมาะ เพราะไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพดวงตา แต่ยังส่งผลต่อเนื่อง
    ถึงบุคลิกภาพ พฤติกรรมการเข้าสังคมของเด็กในอนาคตด้วย

CHECK – LIST
ใครคือกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคต้อหิน และควรมาพบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจคัดกรองต้อหินอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

  • อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป แต่ยังไม่เคยพบจักษุแพทย์
  • คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคต้อหิน เสี่ยงที่จะส่งต่อทางกรรมพันธุ์ เช่น บิดา มารดา พี่ น้อง
  • มีประวัติอุบัติเหตุที่ดวงตา ทั้งจากการทำงานหรืออุบัติเหตุอื่นๆ
  • เคยใช้ยาหยอดตาชนิดที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
  • เป็นโรคเบาหวาน หรือโรคต้อกระจก