สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงไทเป สาธารณรัฐจีน เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ว่า กระทรวงกลาโหมของไต้หวันออกแถลงการณ์ว่า อากาศยานทางทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ( พีแอลเอ ) รวม 30 ลำ จากจำนวนดังกล่าวมากกว่า 20 ลำ เป็นเครื่องบินขับไล่ บินเข้ามาภายในเขตพิสูจน์ฝ่ายป้องกันภัยทางอากาศ ( เอดีไอแซด ) ของไต้หวัน เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น
เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นการปรากฏตัว ในเขตแสดงตนทางอากาศของไต้หวัน โดยเครื่องบินของพีแอลเอ มากที่สุดในคราวเดียว นับตั้งแต่เครื่องบินรบและอากาศยานทางทหารของพีแอลเอรวม 39 ลำ บินเข้ามาในเขตแห่งนี้ เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา
30 Chinese military aircraft intrude on Taiwan's ADIZ as US Senator arrives https://t.co/dmd3PDPUOe pic.twitter.com/EYrEz1Ay6s
— Taiwan News (@TaiwanNews886) May 30, 2022
ขณะที่ตลอดปีที่แล้ว อากาศยานทางทหารของจีน 969 ครั้ง เข้ามาในเขตเอดีไอแซดของไต้หวัน เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับสถิติ 380 ครั้ง เมื่อปี 2563 โดยสถิติสูงสุดของเมื่อปีที่แล้ว คือเครื่องบินของพีแอลเอ 54 ลำ บินเเข้ามาในเขตเอดีไอแซดของไต้หวัน เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2564 และในเดือนนั้นเพียงเดือนเดียว พีแอลเอส่งอากาศยานทางทหารเข้ามาในเขตดังกล่าวของไต้หวันมาถึง 196 ครั้ง เนื่องจากเป็นเดือนที่ทั้งจีนและไต้หวันต่างฉลองวันชาติของตัวเอง
อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ต้นปีนี้ รัฐบาลไทเปบันทึกสถิติ อากาศยานของพีแอลเอ บินเข้ามาในเขตเอดีไอแซดแล้ว 465 ครั้ง เพิ่มขึ้นเกือบ 50% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้น บรรดาผู้สันทัดกรณีไม่เชื่อว่า กิจกรรมทางทหารของจีนและไต้หวันจะนำไปสู่การเกิดสงครามระหว่างกัน โดยมองว่า รัฐบาลปักกิ่งใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “พื้นที่สีเทา” ซึ่งไม่ใช่การส่งสัญญาณพร้อมปะทะ แต่เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของการ “มีอิทธิพล” เหนือบริเวณที่เป็นเป้าหมาย.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



