สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ว่านายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) แถลงเมื่อวันพฤหัสบดี ว่าได้รับแจ้งเมื่อไม่นานมานี้ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอิหร่าน เกี่ยวกับการถอดกล้องวิดีโอวงจรปิดรวม 27 ตัว ออกจากโรงงานนิวเคลียร์หลายแห่งในประเทศ
IAEA Chief @RafaelMGrossi to brief journalists about developments related to the IAEA’s monitoring and verification work in #Iran.
— IAEA – International Atomic Energy Agency (@iaeaorg) June 9, 2022
????Media arrangements: https://t.co/bQsRP4z0gH
???? Today, 13:15pm Vienna timehttps://t.co/NqbTBE1CPo
ทั้งนี้ ผู้อำนวยการไอเออีเอกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวของอิหร่าน มีความหมายโดยหลักการหมายถึง รัฐบาลเตหะรานถอดอุปกรณ์ส่วนใหญ่ ที่ไอเออีเอเข้าไปติดตั้งเพิ่มเติม ตามข้อตกลงนิวเคลียร์ ฉบับปี 2558 แม้ยังเหลือกล้องวิดีโอวงจรปิดอีกประมาณ 40 ตัว แต่กรอสซีมองว่า การถอดกล้องวิดีโอวงจรปิดออกไปมากกว่าครึ่ง ย่อมเป็นอุปสรรคใหญ่หลวง ให้กับการทำงานภาคสนามของไอเออีเอ

ขณะเดียวกัน หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาทางร่วมกันแก้ไขสถานการณ์ได้ ภายในระยะเวลา 3-4 สัปดาห์นับจากนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่ “หายนะ” ของการเจรจาฟื้นฟูข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ที่มีการเจรจาเป็นระยะ ตั้งแต่เดือน เม.ย. ปีที่แล้ว “เพื่อหาทางสายกลาง” ในการนำสหรัฐกลับเป็นหนึ่งในภาคี หลังถอนตัวออกไปเมื่อปี 2561
???????? "We are committed to Safeguards, the #IAEA's cameras continue to operate," said the Iran Atomic Energy Organisation spokesperson.
— FRANCE 24 English (@France24_en) June 9, 2022
He added that the disconnected cameras could capture useful information for the IAEA, but that they would no longer share this information ⤵️ pic.twitter.com/ngWyTbLW1A
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารของไอเออีเอมีมติเสียงข้างมาก 30 จาก 35 เสียง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ตำหนิอิหร่านซึ่งยังคงไม่สามารถชี้แจงด้วย “เหตุผลที่มีน้ำหนัก” เกี่ยวกับการเสริมสมรรถนะยูเนียม ภายในโรงงาน 3 แห่ง ซึ่งรัฐบาลเตหะรานไม่เคยแจ้งต่อไอเออีเอมาก่อน ว่าเป็นสถานที่ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับนิวเคลียร์
อนึ่ง จีนและรัสเซียออกเสียงคัดค้านมติดังกล่าว ด้านกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านประณามการลงมติเรื่องนี้ของไอเออีเอ ที่เสนอโดยสหรัฐ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี “ไม่สร้างสรรค์”.
เครดิตภาพ : REUTERS



