สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน แถลงต่อที่ประชุม “ซัมมิตแห่งอเมริกา” การประชุมสุดยอดระดับผู้นำครั้งใหญ่ที่สุดของภูมิภาคอเมริกา เมื่อวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการหารือที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์ เสนอร่างมาตรการแก้ไขวิกฤติการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนของผู้อพยพ
แนวทางที่ผู้นำสหรัฐเสนอ รวมถึงการที่รัฐบาลวอชิงตันและแคนาดาร่วมกันเพิ่มสัดส่วน การรับแรงงานต่างด้าวจากกลุ่มประเทศอเมริกาใต้ให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อเพิ่มความคุ้มครองด้านสิทธิขั้นพื้นฐานและสวัสดิการสังคมให้กับแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ ขณะที่เม็กซิโกเห็นขอบโดยหลักการ เตรียมเพิ่มโควตาการรับแรงงานต่างด้าวจากกลุ่มประเทศในอเมริกากลาง
U.S. President Joe Biden and fellow leaders from the Western Hemisphere rolled out a new set of measures to confront the regional migration crisis, seeking to salvage an Americas summit roiled by division https://t.co/9YUfSsSsfD pic.twitter.com/i6NglmZO7A
— Reuters (@Reuters) June 11, 2022
ทั้งนี้ เนื้อหาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “ปฏิญญาลอสแอนเจลิส” สำหรับการประชุมครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 9 และนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการสถาปนาการประชุมซัมมิตแห่งอเมริกาเมื่อปี 2537 ที่สหรัฐเป็นเจ้าภาพ โดยก่อนหน้านั้น ไบเดนเสนอแนวทาง “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์อเมริกา เพื่อความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ” สำหรับสร้างเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค “ระหว่างหุ้นส่วนซึ่งมีจุดยืนแบบเดียวกัน” ที่มีข้อตกลงการค้ากับสหรัฐอยู่แล้ว โดยในเบื้องต้น การเจรจาน่าจะเริ่มขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศระหองระแหง ที่สะท้อนความตึงเครียดภายในภูมิภาค เมื่อสหรัฐเชิญผู้นำ 21 ประเทศเข้าร่วม แต่ประกาศอย่างเจาะจง ว่าไม่เชิญผู้นำคิวบา เวเนซุเอลา และนิการากัว โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับ “ระบอบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย” เนื่องจากทั้งสามประเทศอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลฝ่ายซ้าย
การตัดสินใจดังกล่าวเรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากประธานาธิบดีอันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ผู้นำเม็กซิโก และหนึ่งในผู้นำทรงอิทธิพลที่สุดของภูมิภาค ซึ่งไม่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ แม้ส่งนายมาร์เซโล เอบราร์ รมว.การต่างประเทศไปแทน แต่เอบราร์ประณามท่าทีของรัฐบาลวอชิงตันอย่างหนักเช่นกัน.
เครดิตภาพ : REUTERS



