สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ว่า จากกรณี บริษัท Sea Group ซึ่งมีฐานอยู่ที่สิงคโปร์ และเป็นบริษัทแม่ของ “ช้อปปี้” เตรียมปลดพนักงานจำนวนมากในหลายประเทศ โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ อินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย โดยพนักงานในส่วนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ “ช้อปปี้เพย์” และ “ช้อปปี้ฟู้ด” นั้น
ข้อมูลจาก “ฟาสต์ คอมปะนี” หนึ่งในนิตยสารรายเดือนด้านธุรกิจของสหรัฐ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนว่า สถานการณ์ในบริษัทสายเทคโนโลยีของฝั่งตะวันตกเองก็ไม่ต่างกันมากนัก โดยเฉพาะในสายงานด้านการซื้อขายเงินคริปโต โดย “คอยน์เบส” ( Coinbase ) แพลตฟอร์มเกี่ยวกับซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ประกาศแผนเตรียมเลิกจ้างพนักงาน 18% คิดเป็นประมาณ 900 คน จากทั้งหมดเกือบ 5,000 คน
นายไบรอัน อาร์มสตรอง ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร ( ซีอีโอ ) ของคอยน์เบส ให้เหตุผลประกอบการเลิกจ้างครั้งนี้ ว่าเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจถอดถอยครั้งใหญ่ จากปัจจัยหลายประการ ผ่านพ้นช่วงเวลาที่เคยเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 1 ทศวรรษที่แล้ว และเตือนให้บรรดาผู้ประกอบการ และนักลงทุนเงินคริปโต เตรียมพร้อมรับมือกับ “ฤดูหนาวที่กำลังจะมาเยือน”
ขณะที่บริษัทด้านเทคโนโลยีซึ่งเตรียมปลดพนักงานในระยะนี้ รวมถึง
“วัน ทรัสต์” ( OneTrust ) บริษัทโซลูชั่นความปลอดภัย เตรียมเลิกจ้างพนักงาน 25% คิดเป็น 950 คน
“สติชฟิกซ์ ( StitchFix ) บริษัทให้คำแนะนำด้านแฟชั่นออนไลน์ เตรียมเลิกจ้างพนักงาน 15% คิดเป็น 330 คน
“คริปโตดอทคอม” ( Crypto.com ) ซึ่งเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนเงินคริปโต เตรียมเลิกจ้างพนักงาน 5% คิดเป็น 260 คน
“บล็อกไฟ” ( BlockFi ) ผู้ให้บริการสินเชื่อเงินคริปโต เตรียมเลิกจ้างพนักงาน 20% คิดเป็น 250 คน
ท่ามกลางบรรยากาศของตลาดเงินคริปโตที่กำลังตกต่ำอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2563 สถานการณ์ในตลากหลักทรัพย์ของสหรัฐ และภาวะเงินเฟ้อที่รุมเร้าทั้งโลกอยู่ในเวลานี้ ฟาสต์ คอมปะนี มองว่า บริษัทด้านนี้ยังคงต้องรัดเข็มขัดอย่างหนัก แต่มาตรการเลิกจ้างพนักงานอาจเกิดขึ้นอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.
ข้อมูลจาก : Fast Company | Business News, Innovation, Technology, Work Life and Design



