เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน ที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และผู้ว่าฯ กทม. ชุดปัจจุบันจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 21 พ.ค. 69 โดยตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 11 กำหนดให้จัดการเลือกตั้งภายใน 45 วัน นับแต่วันที่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นครบวาระ ซึ่งแผนการจัดการเลือกตั้ง ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันรับสมัครรับเลือกตั้ง สก. ผู้ว่าฯ กทม. สมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา ระหว่างวันที่ 28 พ.ค.-1 มิ.ย. 69 และวันเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 69 เวลา 08.00-17.00 น. ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง จึงไม่แปลกที่บางพรรคการเมือง ซึ่งหมายมั่นปั้นมือ ต้องการลงชิงชัย ขอดูแลเมืองหลวงแห่งประเทศไทย จะเริ่มเดินหน้าในการประกาศตัวขอชิงเก้าอี้สำคัญ โดยเฉพา “พรรคประชาชน (ปชน.)” ซึ่งการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 พรรคส้มกวาด สส. ในพื้นที่ กทม. ได้ทั้งหมด 33 เก้าอี้ จึงไม่แปลก ที่ต้องการจะครอบครองเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เพื่อหวังยึดเก้าอี้เมืองหลวงแบบเบ็ดเสร็จ
เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 69 “พรรค ปชน.” เปิดแคมเปญ Out of Home (OOH) ขนาดใหญ่ โดยการขึ้นบิลบอร์ดกว่า 100 จุดทั่ว กทม. ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ ตั้งแต่ย่านธุรกิจ เส้นทางหลักไปจนถึงพื้นที่ที่ประชาชนออกมาใช้ชีวิตและทำกิจกรรมในแต่ละวัน โดยข้อความที่ปรากฏบนบิลบอร์ด สะท้อนความยากในชีวิตของคน กทม. ในมิติที่แตกต่างกัน เช่น อยู่กรุงเทพฯ พาแม่ไปหาหมอ ยากไหม? อยู่กรุงเทพฯ กลับบ้านตอนเย็น ยากไหม? อยู่กรุงเทพฯ เก็บเงิน ยากไหม? อยู่กรุงเทพฯ ค้าขาย ยากไหม? อยู่กรุงเทพฯ เดินคนเดียวกลางคืน ยากไหม? อยู่กรุงเทพฯ หายใจ ยากไหม? อยู่กรุงเทพฯ เลี้ยงลูก ยากไหม? อยู่กรุงเทพฯ อยากสุขภาพดี ยากไหม?

โดยแคมเปญนี้ต้องการเชิญชวนให้คน กทม. หยุดและคิดถึงความยากในชีวิตประจำวันที่หลายคนอาจคุ้นชินจนไม่ทันตั้งคำถาม พร้อมทิ้งท้ายด้วยข้อความ “กรุงเทพง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน” เพื่อเชิญชวนให้จินตนาการถึง กทม. ที่ง่ายกว่านี้สำหรับประชาชน หากมีผู้ว่าฯ กทม. และ ทีม สก. จากพรรค ปชน. ซึ่งพรรคจะจัดงานเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ในวันอังคารที่ 5 พ.ค. เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ที่สามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 5 ห้อง The Mitr-ting Room
โดยได้รับการยืนยันจากทางแกนนำพรรคสีส้ม ว่ามีความเป็นไปได้เกิน 50% ว่า “ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” มีแนวโน้มมากที่สุด ซึ่งผู้บริหารพรรคจะเคาะให้เป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรค ปชน. ซึ่ง “ดร.โจ” เป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจทันสมัยของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) รวมถึงมีความเชี่ยวชาญระดับ นักยุทธศาสตร์ ด้านข้อมูลและเทคโนโลยีการเงิน ตำแหน่งสุดท้ายคือรองผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการเลือกตั้งปี 2566 ถูกพรรค ก.ก. วางตัวอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 15 และในปี 2569 อยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 18 ถือว่าเป็นลำดับที่ค่อนข้างสูงและเป็น “เซฟโซน” ที่จะได้รับเลือกตั้งอย่างแน่นอน สะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจของ “กลุ่มเพื่อนเอก”

เพียงแต่ว่า “นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ” ผู้ว่าฯ กทม. ได้โพสต์ข้อความว่า คนคือเมือง เมืองคือคน กรุงเทพฯ จะน่าอยู่ขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือของพวกเราทุกคน ตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ปัญหาเมืองไม่ได้แก้โดย กทม. เท่านั้น แต่มาจากความร่วมมือของหลากหลายภาคส่วน ทั้งประชาชน เอกชน นักวิชาการ อาสาสมัคร การเตรียมตัวสำหรับอนาคต เราได้ทำเครือข่ายที่ชื่อว่า “Work Work Work กรุงเทพฯ ทำงาน” เพื่อให้เป็นที่รวมของคนที่อยากทำ “งานเมือง” อยากเห็น กทม. ที่ดีขึ้น มาร่วมกันออกความคิด ออกแบบนโยบาย รวมถึงร่วมกันลงมือทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พวกเราทุกคนสามารถร่วมกันช่วยคิดนโยบายในด้านที่ตนเองถนัด หรือ อาจจะช่วยกันสะท้อนปัญหาในพื้นที่ หรือ มาร่วมฟังเพื่อนๆ แลกเปลี่ยนความเห็นกันก็ได้
ช่วงเวลาที่ผ่านมา เราได้ทำกิจกรรมและวงพูดคุยไปแล้วกว่า 10 กลุ่ม ในหลากหลายด้าน จึงอยากชวนพวกเราทุกคน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเมืองนี้ ร่วมกันผ่านเครือข่าย Work Work เวิร์ก ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการแอดไลน์ @ workworkwork เพื่อติดตามข่าวสารกิจกรรม ร่วมเสนอนโยบายที่อยากเห็นให้เกิดขึ้นจริงผ่านทางออนไลน์ หรือมาร่วมกิจกรรมในอนาคตครับ มาร่วมงานกันด้วยความสนุก ความหวัง ความคิดใหม่ๆ ที่จะทำให้เมืองของเราดีขึ้นครับ
เท่ากับยืนยันว่า “นายชัชชาติ” ตัดสินใจลงสมัครชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าฯ กทม.” อีกสมัยแน่นอน เพราะคงมั่นใจผลงานที่ผ่านมา และอาจหวังสร้างผลงานเพื่อหวังเป็นก้าวกระโดดไปสู่ตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญกว่า ยิ่งถ้าประสบความสำเร็จในการบริหารงาน ในฐานะผู้ว่าฯ กทม. สองสมัยติดต่อกัน ยิ่งนำมาซึ่งความมั่นใจ แต่การส่งสัญญาณลงชิงเก้าอี้สำคัญ เหมือนเป็นการแย่งซีนพรรค ปชน.

ส่วนการผลักดัน “โครงการแลนด์บริดจ์” ของรัฐบาล ซึ่งพรรคฝ่ายค้าน และสมาวุฒิสภา (สว.) บางส่วน ออกมาคัดค้าน เพราะมองว่า อาจไม่คุ้มทุน ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม และประชาชนในพื้นที่ “นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน เปิดเผยถึงทิศทางการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ รับมือการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกที่ผันผวนต่อเนื่องว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เน้นการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสทางยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดเงินลงทุนสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูงกว่าได้
ทั้งนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ ถือเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยโครงการนี้ต้องประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สมบูรณ์แบบ ต้องเป็นมากกว่าแค่ถนนและราง แลนด์บริดจ์จะต้องมีการก่อสร้างถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ และระบบขนส่งน้ำมันทางท่อเชื่อมต่อระหว่างสองฝั่งมหาสมุทร, ทางเลือกใหม่แทนสิงคโปร์ มีเป้าหมายดึงดูดให้กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง นำน้ำมันดิบมาฝากเก็บและทำการซื้อขาย หรือเทรดดิ้งในประเทศไทย แทนการพึ่งพาเฉพาะตลาดเดิมอย่างสิงคโปร์
“นอกจากนี้ยังเป็นทางรอดจากวิกฤติฮอร์มุซ ในสภาวะที่โลกเผชิญความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญกว่า 30% ของปริมาณการซื้อขายทั่วโลก หากไทยมีคลังเก็บน้ำมันของชาติต่างๆ มาตั้งอยู่ จะกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลและสร้างความมั่นคงให้ไทยมีน้ำมันใช้อย่างต่อเนื่อง” รมว.พลังงาน กล่าว
นายเอกนัฏ กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือการให้ประเทศไทย มีการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (เอสพีอาร์) อย่างจริงจัง เพื่อเป็นน้ำมันสำรองของประเทศ จากเดิมที่กฎหมายบังคับให้เอกชนเป็นผู้สำรองน้ำมันตามกฎหมาย ซึ่งเป็นภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ ซึ่งไทยควรมีคลังสำรองที่เป็นของรัฐ หรือเป็นความร่วมมือในระดับรัฐต่อรัฐ เพื่อความมั่นคงที่แท้จริง เชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของไทยที่มีโรงกลั่นถึง 6 แห่ง จะสามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูป (ดีเซลและเบนซิน) ได้เกินความต้องการใช้ในประเทศ จะทำให้ไทยกลายเป็นลาสต์ แมน สแตนดิง หรือประเทศสุดท้ายที่ยังมีพลังงานใช้และอยู่รอดได้ แม้ทั่วโลกจะเผชิญวิกฤติขาดแคลนพลังงาน

ส่วน “นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์การเดินหน้าทำแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล ว่า ประชาชนภาคใต้ทุกคนก็จับตาเป็นพิเศษ โครงการแลนด์บริดจ์มีความพยายามเร่งรัดเร่งรีบโดยฝ่ายบริหาร มากกว่าโครงการที่รับปากไว้กับประชาชนเสียอีก ในช่วงสนามเลือกตั้งเราเห็นทุกพรรคการเมืองนำเสนอโครงการที่ใหญ่ให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ว่าภาคใต้จะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่หากเราย้อนกลับไปพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในขณะนั้น ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง นโยบายแลนด์บริดจ์อาจไม่ใช่นโยบายเรือธงที่สำคัญในภาคใต้
“แต่วันนี้หลังจากเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลมาเป็นฝ่ายบริหารได้ไม่กี่เดือน ก็มีความพยายามแปลกๆ มีการเร่งรัดทุกกระบวนการ มีการกระทบกระทั่งกัน แม้กระทั่งฝ่ายบริหารด้วยกันเอง ที่แตะหรือสัมภาษณ์หรือพูดพาดพิงโครงการนี้ก็ไม่ได้ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเหมือนมีความพยายามอยากจะผลักดันให้เกิดขึ้น มันต้องมีพลังงานบางอย่างอยู่ในการพิจารณาเรื่องนี้ และต้องมีอะไรบางอย่างที่ประชาชนยังไม่ทราบ”
นายณัฐชา กล่าวต่อว่า เรื่องนี้อาจต้องมีการพูดคุยเป็นวงกว้าง หากรัฐบาลดันทุรังทำในสิ่งที่ตัวเองอยากได้อย่างเดียว โดยไม่ฟังเสียงของประชาชน เมื่อเกิดโครงการแล้วประชาชนจะได้อะไร เรื่องนี้สำคัญมาก เมื่อถามว่าหลังจากนี้พรรค ปชน. จะเสนอให้คนในพรรค ติดตามประเด็นอย่างไรบ้าง นายณัฐชา กล่าวว่า ปกติจะมี น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค ซึ่งเป็นแม่ทัพภาคใต้ ที่ดูแลทุกโครงการในภาคใต้ และดูแลเขตเลือกตั้งของภาคใต้ ได้มีการจัดวงประชุมอย่างเร่งด่วนเพื่อจะพูดคุยในเรื่องนี้ ซึ่งเมื่อวานนี้ก็มีผลโพลที่ทำมา สอบถามความเข้าใจของประชาชนในลักษณะว่า เคยได้ยินชื่อโครงการประมาณ 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเพียงการได้ยินชื่อโครงการ แต่ยังไม่เข้าใจในรายละเอียดเชิงลึก
ต้องรอดูว่า การที่รัฐบาลชู “แลนด์บริดจ์” เป็น “ฮับน้ำมัน” สร้างถังเก็บน้ำมันใหญ่ไว้สำรอง รับมือเหตุวิกฤติ พร้อมดึงดูดกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันตะวันออกกลาง ขนน้ำมันเก็บ-ซื้อขายลดการพึ่งพาสิงคโปร์อย่างเดียว จะช่วยลดแรงต้านจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยได้หรือไม่.
“ทีมข่าวการเมือง”



