มาถึงประเด็นสำคัญ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 29 พ.ค. 69 จะมีการพิจารณาวาระสำคัญ ภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงประธานสภา เพื่อขออนุญาตเรียกตัว “นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) เข้ารับทราบข้อกล่าวหาและสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุมสภา โดยหนังสือดังกล่าวลงนามโดย “พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ” อธิบดีดีเอสไอ วันที่ 16 พ.ค. 2569 ระบุว่า กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ อยู่ระหว่างสอบสวนคดีเกี่ยวกับการลักลอบเล่นการพนันอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีลักษณะเป็นความผิดที่กระทำนอกราชอาณาจักรไทย

ทั้งนี้อัยการสูงสุด (อสส.) ได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการสอบสวน และแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง ในความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยดีเอสไอจึงมีหนังสือถึงสภา เพื่อขออนุญาตดำเนินการตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญ (รธน.) เนื่องจากอยู่ในช่วงสมัยประชุมสภา ดังนั้นต้องจับตาว่า ที่ประชุมสภาจะมีบทสรุปอย่างไรในเรื่องนี้
ส่วนที่หลายคนจับตามองท่าทีของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะแกนนำรัฐบาล “น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย” รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกพรรค ภท. กล่าวถึงทิศทางการส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ ว่า ถ้าเจ้าตัวไปให้ปากคำต่อดีเอสไอ เรื่องก็ไม่ต้องถึงสภา ก็ถือว่าจบ แต่ถ้าต้องมาพูดคุยในที่ประชุมสภา ก็ต้องดูท่าทีว่ามีความคิดเห็นอย่างไร แต่โดยหลักการเราเป็นพรรครัฐบาล ไม่ต้องการตัดเสียงฝั่งใดฝั่งหนึ่งด้วยวิธีการเช่นนี้ ซึ่งอีก 1 เดือนก็จะปิดสมัยประชุม อย่างไรก็ต้องไปสอบสวนกับดีเอสไออยู่แล้ว ไม่สามารถหลีกหนีได้

“เราไม่ได้มองเรื่องเซฟ หรืออุ้มใคร เอกสิทธิ์ สส.ใช้ได้เฉพาะช่วงสมัยประชุม 4 เดือน เมื่อปิดสมัยประชุม ท่านมีเรื่องสะสางก็ต้องไป ซึ่งอีก 1 เดือนก็ปิดสมัยประชุมแล้ว” โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว
ส่วน “น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์” รองโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า ที่ประชุม สส.พรรค มีมติอนุญาตตามที่สภาขออนุญาตเรียกตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรค กธ. ไปรับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบปากคำ ในระหว่างสมัยประชุมสภา โดยมีเหตุผล ดังนี้ 1.เจตนารมณ์ของความคุ้มกันตาม รธน.ตามมาตรา 125 มีเจตนารมณ์สำคัญในการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของ สส. เพื่อให้สามารถทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะในระหว่างเปิดสมัยประชุม มิให้ถูกกระบวนการใดๆ มาขัดขวางหรือเหนี่ยวรั้งการปฏิบัติหน้าที่ในสภา 2.หลักการป้องกันการกลั่นแกล้งทางการเมือง หรือใช้กระบวนยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง หรือสร้างอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ สส.
น.ส.พนิดา กล่าวว่า เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายในกรณีนี้ พรรคเห็นว่ากระบวนการยุติธรรม ควรดำเนินไปตามปกติ เพื่อความโปร่งใส ทั้งนี้ พรรค ปชน.เห็นว่า เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานและแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อประชาชน ตัวผู้ถูกกล่าวหาควรแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการประกาศต่อสาธารณะ ในการสละความคุ้มกันดังกล่าวด้วยตนเอง เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มภาคภูมิ และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามขั้นตอนกฎหมายโดยเร็วที่สุด

นาทีนี้มีเพียง พรรค ปชน.ที่มีมติชัดเจนที่สุด ต้องการให้สภาไฟเขียวให้ “นายชนนพัฒฐ์” ไปให้ปากคำกับดีเอสไอ ตามข้อกล่าวหา ซึ่งอาจกลายเป็นกรณีตัวอย่าง หากในอนาคตมีคำร้องให้ส่ง สส.ไปดำเนินคดีตามร้องขอ นั่นหมายความว่า พรรคการเมืองจะมีมติให้ส่งตัว ซึ่งหากมีการกลั่นแกล้งกัน จะทำให้มีปัญหาตามหรือไม่
ส่วนปัญหาความขัดแย้งระหว่าง “พรรคส้ม” กับ สว.ที่ถูกเรียกว่า “สีน้ำเงิน” จนมีเสียงเรียงร้องให้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน. ออกมาขอโทษ ให้สัมภาษณ์พาดพิงในหลายประเด็น โดยเฉพาะการทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย
“นายณัฐพงษ์” ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ และ สส.พรรค ภท. โต้กลับเรื่องระบอบสีน้ำเงินว่าเป็นเพียงการสร้างวาทกรรม และเป็นการสร้างความแตกแยกว่า มองว่าโจทย์สำคัญของประเทศขณะนี้ต้องมีระบบการตรวจสอบการถ่วงดุลที่ดี เรื่องการทุจริตของประเทศ ก็มีความยึดโยงกับคนมีอำนาจรัฐ ชนชั้นนำ และคนส่วนน้อยของสังคม ซึ่งเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร โดย รธน.ปี 60 ก็มีช่องโหว่ และช่องว่าง เช่น กระบวนการเลือก สว. ที่สังคมตั้งคำถามและมีหลักฐานแน่นหนา แต่ยังต้องมานั่งกังวลว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป่าคดีนี้หรือไม่

หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวอีกว่า พยายามจะสื่อสารเรื่องระบอบสีน้ำเงิน เพื่อต้องการทำให้สังคมเห็นว่า ระบอบการปกครองในบ้านเราทุกวันนี้ อาจจะไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างที่พูดกัน เป็นระบอบสีน้ำเงินหรือกลุ่มก้อนการเมืองหนึ่ง กำลังกินรวบประเทศ ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งสุดท้ายการทำรัฐธรรมนูญก็ต้องผ่านการทำประชามติของประชาชนอยู่ดี จึงอยากให้ประชาชนเห็นว่าสุดท้ายแล้วร่าง รธน.ฉบับใหม่ มีที่มาที่ไปขององค์กรอิสระ และ สว. รวมถึงระบบตรวจสอบสมดุลเป็นอย่างไร หากขัดหรือแย้งกับระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง พวกตนก็พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนไม่ผ่านการทำประชามติ แต่หากกลับกัน ขั้นตอนในรัฐสภา ทุกภาคส่วนสามารถผลักดันการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ออกมาดีมีความยึดโยงประชาชน ไม่ผูกขาด ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้สภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) ที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด พวกเราก็พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนผ่านประชามติ
เมื่อถามว่า สว. ได้มีการแถลงให้ขอโทษ และอาจจะมีการปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพื่อดำเนินคดี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าจะต้องขอโทษอะไร ยืนยันว่าสิ่งที่ตนพูดไปทั้งหมด เป็นข้อเท็จจริง และตนไม่ได้พาดพิงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพียงแต่บางกลุ่มบุคคลอาจจะพร้อมออกมาแสดงตัว เรื่องนั้นตนห้ามไม่ได้ อย่างไรก็ตามไม่กังวล หากจะมีผลทางคดีเกิดขึ้นกับตน พร้อมที่จะถูกฟ้อง และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมชี้แจงทุกอย่างว่าคำที่พูดไป ตนเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงแบบนั้น
ด้าน “นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์” สว.ในฐานะโฆษก กมธ.วิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. ไม่ยอมขอโทษ หลังจากพูดจาพาดพิง สว.ว่า ไม่ได้คาดหวังว่าจะมาขอโทษ โดยหลังจากนี้ต้องมีการปรึกษากันกับ สว. และฝ่ายกฎหมายว่า จะดำเนินการอย่างไร เพราะต้องดูตามข้อกฎหมาย ส่วนคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่ทราบว่านายณัฐพงษ์บัญญัติคำนี้ด้วยอะไร เพราะประเทศไทยไม่มีระบอบนี้ มีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนระบอบสีน้ำเงิน อยากให้มีการเคลียร์ประเด็นนี้ การที่นายณัฐพงษ์ โจมตี สว.ว่า มีการฉ้อฉล จึงทำให้ สว. 89 คน จึงต้องออกมาแถลงข่าว เพื่อให้มีการขอโทษ

“ถามในมุมของระบอบสีน้ำเงิน ผมต้องตอบเลยว่า ผมไม่ทราบจริงๆ ว่า ระบอบสีน้ำเงินของท่านหมายถึงอะไร ท่านช่วยมาเคลียร์ให้ด้วย ท่านอย่าพูดอะไรในลักษณะที่ให้ประชาชนตีความ ท่านเป็นถึง สส. เป็นถึงหัวหน้าพรรค ทำอะไรขอให้ความชัดเจน ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เอาให้ชัด อย่ามาพูดให้ทุกคนต้องมาตีความ มันจะทำให้สังคมสับสน หรืออาจมองถึงขนาดที่ยุยง ส่งเสริม หรือปลุกปั่น ให้เกิดความแตกแยกทางสังคมด้วยซ้ำไป” นายพิสิษฐ์กล่าวและตอบคำถาม ภาพที่ออกไปจะเป็นภาพความขัดแย้งระหว่างสภาสูงและสภาล่างหรือไม่ว่า ตรงนี้ไม่ใช่ เราไม่ได้มองตรงนั้น เพราะความคิดเห็นของนายณัฐพงษ์ ก็เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ได้มองว่านายณัฐพงษ์ทำในฐานะของ สส. แต่ทำในฐานะส่วนตัว ยังมั่นใจว่าพรรค ปชน.ทั้งหมด ไม่ได้มีความคิดเดียวกันกับนายณัฐพงษ์ทุกคน ส่วนเรื่องความขัดแย้งระหว่าง สส.กับ สว. ยืนยันว่าไม่มีแน่นอน
ดูแล้วความสัมพันธ์ของ สว. ส่วนใหญ่ กับ “นายณัฐพงษ์” ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชน. คงจะเป็นไปด้วยดียาก เพราะมีความเชื่อและแนวทางการทำงานที่มีความแตกต่างกัน คำถามคือ ร่าง รธน.ของพรรค ปชน. จะได้รับความเห็นชอบจากสภาสูงหรือไม่ รวมทั้งการใช้ข้อกฎหมายตรวจสอบแต่ละฝ่าย จะเข้มข้นดุเดือดมากขึ้นหรือไม่
“ทีมข่าวการเมือง”



