เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และนายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ร่วมกันแถลงข่าว เรื่องไทยตอบเข้าร่วมกระบวนการประนอมเกี่ยวกับข้อพิพาทในการกำหนดเขตทางทะเลภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)
โดยนางมาระตี กล่าวว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้แจ้งตอบรับการเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) อย่างเป็นทางการ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ตามที่ฝั่งกัมพูชาได้ยื่นคำร้องไว้ โดยหนังสือตอบรับของไทยได้ระบุสาระสำคัญไว้ 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก ไทยได้เน้นย้ำวัตถุประสงค์ในการเข้าร่วมกระบวนการครั้งนี้อย่างชัดเจนว่า เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการกำหนดเขตพื้นที่ทางทะเลระหว่าง 2 ประเทศเท่านั้น ประเด็นที่สอง คือการแต่งตั้งผู้แทนอย่างเป็นทางการของไทย (Agents) จำนวน 2 ท่าน ได้แก่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ หัวหน้าคณะหรือเป็นตัวแทนหลัก และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ์ เอกอัครราชทูต ณ คูเวต ซึ่งเป็นอดีตรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ร่วมด้วย เป็นตัวแทนฝ่ายไทย เข้าร่วมคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ตามอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)
นางมาระตี กล่าวต่อว่า ประเด็นสุดท้าย ไทยได้เสนอชื่อผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลระดับโลกจำนวน 2 ท่าน เข้าไปทำหน้าที่เป็นผู้ประนอมในคณะกรรมาธิการ ได้แก่ ผู้พิพากษา อัลเบิร์ต เจ. ฮอฟแมน (Albert J. Hoffmann) สัญชาติแอฟริกาใต้ และผู้พิพากษา รูดิเกอร์ โวลฟรัม (Rüdiger Wolfrum) สัญชาติเยอรมนี ซึ่งทั้งสองท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเวทีกฎหมายระหว่างประเทศ
นางมาระตี กล่าวอีกว่า สำหรับขั้นตอนและกรอบเวลาต่อจากนี้ ภายใน 30 วันนับจากวันที่ไทยส่งหนังสือตอบรับ (ภายในช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนกรกฎาคม) ผู้ประนอม 4 ท่านแรกที่ได้รับการแต่งตั้งจากฝั่งไทยและกัมพูชา จะต้องร่วมกันคัดเลือกผู้ประนอมท่านที่ 5 เพื่อมาทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาท หลังจากนั้นคณะกรรมาธิการฯ จะใช้เวลาทำงานประมาณ 12 เดือนในการรับฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ตีความกฎหมาย และจัดทำรายงานข้อเสนอแนะ
กระทรวงการต่างประเทศระบุเพิ่มเติมว่า รายงานและข้อเสนอแนะที่ได้จากคณะกรรมาธิการชุดนี้ “จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย” และไม่ใช่คำพิพากษาของศาล แต่จะเป็นแนวทางที่ตั้งอยู่บนความน่าเชื่อถือและความเป็นกลาง เพื่อให้ทั้งสองประเทศใช้เป็นพื้นฐานในการกลับมาเจรจาแบบทวิภาคี (Two-Way Dialogue) เพื่อหาข้อยุติที่เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ไทยสนับสนุนมาโดยตลอด
“ไทยเข้าร่วมกระบวนการนี้ด้วยความสุจริตใจ ในฐานะรัฐภาคีและสมาชิกประชาคมโลกที่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นมืออาชีพเพื่อประโยชน์ของชาติ และจะรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนทราบอย่างโปร่งใสเป็นระยะ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการนี้จะช่วยให้ทั้งสองประเทศยุติข้อพิพาททางทะเลได้อย่างสันติและยั่งยืน” รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว
ด้านนายเบญจมินทร์ กล่าวถึงแนวทางการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่ยืดเยื้อมากว่า 25-26 ปี โดยชี้ว่าสาเหตุที่ไม่มีความคืบหน้าเนื่องจากเส้นเขตแดนทางกฎหมาย (พื้นที่ตอนบน) ยังไม่มีความชัดเจน ส่งผลให้กรอบการพัฒนาร่วมทรัพยากรพลังงาน (พื้นที่ตอนล่าง) ไม่สามารถกำหนดขอบเขตได้อย่างแน่ชัด ย้ำจุดยืนไทยให้ความสำคัญกับการ “แบ่งเขตแดนทางทะเลให้เบ็ดเสร็จ” มากกว่าการปล่อยให้เป็นพื้นที่ทับซ้อน เพื่อหลีกเลี่ยงบทเรียนในอดีตกับประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ ที่แม้จะคุยเรื่องเขตแดนง่าย แต่กลับติดขัดยาวนานในขั้นตอนการพัฒนาร่วม
นายเบญจมินทร์ กล่าวอีกว่า ไทยได้เลือกใช้กระบวนการสากลผ่านกลไก “คณะกรรมาธิการประนอม” (Conciliation Commission) ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งเป็นกระบวนการทวิภาคีที่มีบุคคลที่สามที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกและนักกฎหมายระหว่างประเทศมาร่วมขับเคลื่อน โดยเหตุผลที่ไทยเลือกแนวทางนี้แทนการไปศาลโลก เพราะเชื่อมั่นในความโปร่งใส และผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้จะไม่ยอมเอาชื่อเสียงมาเสี่ยงในเวทีสากลอย่างแน่นอน โดยจะใช้กรณีศึกษาการไกล่เกลี่ยเขตแดนระหว่าง “ออสเตรเลียและติมอร์-เลสเต” ซึ่งได้รับการชื่นชมจากประชาคมโลกมาเป็นต้นแบบ
“ในเวทีสากล เวลาลากเส้นอ้างสิทธิ (Claim) ต่างฝ่ายต่างต้องรักษาผลประโยชน์สูงสุดและเคลมให้ถึงที่สุด แต่ท้ายที่สุดกลไกนี้จะนำไปสู่เส้นเขตแดนที่เหมาะสมและเป็นจริงได้มากที่สุด กระบวนการนี้อาจไม่ได้จบลง 100% ภายในกรอบเวลา 12 เดือนเหมือนกรณีออสเตรเลีย แต่อย่างน้อยที่สุดจะทำให้เราได้ข้อแนะนำและแนวทางที่ดีมากพอในการเจรจาต่อรองแบบทวิภาคีต่อไป เป็นก้าวแรกที่สง่างามและไม่ยอมลดเพดานผลประโยชน์ของไทยในเวทีโลก” นายเบญจมินทร์ กล่าวและว่า ขอให้เชื่อมั่นว่าเราจะทำให้ดีที่สุด เพราะเรามีนักเขียนแผนที่ในมือด้วยมีข้อมูลประวัติศาสตร์พร้อมสู้
นายเบญจมินทร์ ยืนยันความพร้อมของฝ่ายไทยว่า มีความมั่นใจอย่างมากในข้อกำหนดทางวิชาการและข้อกฎหมายภายใต้กรอบ UNCLOS เนื่องจากมีการศึกษาเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องร่วมกับที่ปรึกษาต่างประเทศ มีการรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ประวัติการเจรจา ตลอดจนมีทีมเทคนิคและ “นักเขียนแผนที่” เป็นของตัวเอง จึงขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าคณะทำงานทำดีที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงขั้นตอนและอำนาจการตัดสินใจ นายเบญจมินทร์ กล่าวยืนยันว่า กระบวนการนี้ไม่สามารถจบลงได้เพียงแค่ในกรอบของกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตย หากกระบวนการประนอมได้ข้อสรุปในระดับหนึ่งหรือสามารถแบ่งเขตแดนได้จริง ขั้นตอนตามกฎหมายคือต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม. และรัฐสภา เพื่อพิจารณาและเห็นชอบ ก่อนจะไปสู่ขั้นตอนการลงนามในสนธิสัญญาหรือสัญญาแบ่งเขตแดนฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ
ส่วนข้อกังวลว่าหากเกิดสถานการณ์กระทบกระทั่งบริเวณชายแดนทางบก จะส่งผลกระทบต่อการเจรจาทางทะเลหรือไม่นั้น นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า กระบวนการนี้เป็นกลไกสากลที่ “แยกออกจากกระบวนการทางบกอย่างสิ้นเชิง” ในทางกลับกัน หากการเจรจาทางทะเลประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะได้ข้อตกลง 50% หรือเต็ม 100% ก็ตาม จะกลายเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยหนุนเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในมิติอื่นๆ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น



