ภายหลังจากที่รัฐบาลออกโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” เพื่อช่วยเหลือประชาชนลดค่าครองชีพในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ที่จะเริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิ.ย. 2569 ที่จะถึงนี้ ตามที่เสนอไปนั้น
อ่านข่าวต่อ : ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ได้สิทธิไปแล้ว ซื้ออะไรได้บ้าง? เริ่ม 1 มิ.ย.69

กระแสในโลกออนไลน์ยังคงทวีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง เมื่อชาวเน็ตส่วนใหญ่ต่างพากันแชร์ภาพ และส่งเสียงสะท้อนถึงความยากลำบากของกลุ่มเปราะบาง ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 พ.ค. “ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ร่วมเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ตั้งคำถามว่า “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ช่วยประชาชน หรือกำลังซ้ำเติมคนจน?

โดย ณัฐชา ระบุข้อความว่า “ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประชาชน หรือกำลังซ้ำเติมคนจน? ความวุ่นวายจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส สะท้อนปัญหาใหญ่ของรัฐไทยได้อย่างชัดเจนที่สุดอีกครั้ง ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนหาเช้ากินค่ำ และคนที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืด เดินทางข้ามอำเภอ ไปต่อคิวลงทะเบียน บางพื้นที่ถึงขั้นต้องวางรองเท้าจองคิว เกิดการแย่งที่ เกิดความโกลาหล เพราะทุกคนกลัวว่าจะไม่ทันสิทธิ สิ่งที่น่าเศร้ากว่านั้น คือ เสียงสะท้อนของผู้สูงอายุที่บอกว่า ถ้าต้องลำบากขนาดนี้ ไม่ต้องแจกจะดีกว่า เพราะเพียงแค่จะเข้าถึงสิทธิที่รัฐประกาศว่าต้องการช่วยเหลือประชาชน พวกเขากลับต้องเสียทั้งค่าเดินทาง เสียเวลาทั้งวัน เสียสุขภาพ และบางคนสุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกลับมาเลย”



อีกทั้ง “มีคุณยายคนหนึ่งต้องขอเงินลูกเพื่อนั่งวินรถจักรยานยนต์ข้ามอำเภอไปลงทะเบียน แต่สุดท้ายกลับถูกปฏิเสธ เพราะโทรศัพท์ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีสมาร์ตโฟน และใช้งานระบบออนไลน์ไม่ได้ คำถามสำคัญคือ นี่หรือ คือ การช่วยเหลือประชาชน ในประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายโครงการของรัฐ ทุกครั้งที่รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน มักเลือกใช้วิธีที่รัฐสะดวกมากกว่า วิธีที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง รัฐคิดง่าย แต่ผลักภาระทั้งหมดไปให้ประชาชน โดยเฉพาะคนจนที่มีต้นทุนชีวิตต่ำอยู่แล้ว คนจน คนแก่ คนพิการ หรือคนที่อยู่ห่างไกล ต้องดิ้นรนหนักที่สุด ทั้งที่พวกเขาคือกลุ่มที่ควรได้รับความช่วยเหลือก่อนใคร นี่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของแนวคิดรัฐไทย ที่ยังมองสวัสดิการเป็นโครงการแจกเป็นครั้งคราว แทนที่จะมองว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน ระบบที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือประชาชน คือระบบที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ และไม่ทำให้คนต้องพิสูจน์ความจนซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่างหาก”

นอกจากนี้ “การช่วยเหลือต้องไม่ทำให้ประชาชนเหนื่อยกว่าเดิม ถูกผลักออกจากระบบมากกว่าเดิมแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับไทยช่วยไทย พลัส กลับตรงกันข้าม หลายคนเสียทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร เสียรายได้จากการหยุดงาน และยังต้องเผชิญกับความเครียด ความผิดหวัง และความรู้สึกว่าตัวเอง “ไม่มีค่า” พอจะได้รับสิทธิจากรัฐ ในประเทศที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวัน ค่าแรงไม่พอใช้ หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่มีเงินออม และคนทำงานจำนวนมากอยู่ในระบบเศรษฐกิจไม่มั่นคง รัฐควรออกแบบนโยบายที่ลดภาระชีวิตประชาชน ไม่ใช่เพิ่มอุปสรรคให้หนักกว่าเดิม เพราะสำหรับคนประชาชนบางคน การเสียเวลา 1 วัน อาจหมายถึงการไม่มีเงินซื้อข้าวกินในวันนั้น และสำหรับผู้สูงอายุ การเดินทางหลายชั่วโมงเพื่อไปลงทะเบียน อาจหมายถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัยของชีวิต”

อย่างไรก็ตาม “รัฐบาลควรตั้งสติใหม่ และยอมรับความจริงว่าระบบช่วยเหลือแบบเดิมกำลังล้มเหลว หากยังออกแบบนโยบายโดยไม่เข้าใจชีวิตจริงของประชาชน ปัญหาก็จะเกิดซ้ำแบบนี้ไม่รู้จบ และสุดท้ายสิ่งที่รัฐเรียกว่าความช่วยเหลือ อาจกลายเป็นเครื่องมือที่ซ้ำเติมคนจนให้ลำบากกว่าเดิม ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากแนวคิดสงเคราะห์เป็นครั้งคราว ไปสู่รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงสิทธิได้โดยไม่ต้องแย่ง ไม่ต้องแข่งขัน และไม่ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองลำบากมากพอหรือยัง ศักดิ์ศรีของประชาชนไม่ควรถูกแลกกับการต่อคิวกลางแดด หรือการต้องร้องขอความเมตตาจากรัฐ ผมเชื่อว่าประชาชนทุกคนต้องเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนเปราะบางที่ควรได้รับการดูแลมากที่สุด รัฐต้องออกแบบนโยบายจากเสียงชีวิตจริงของประชาชน เพราะหากรัฐบาลยังใช้วิธีคิดแบบเดิม ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งรุนแรงขึ้น คนจนจะยิ่งถูกผลักออกจากระบบมากขึ้น และบาดแผลของคนตัวเล็กตัวน้อยในประเทศนี้ ก็จะถูกตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จบ”

ขอบคุณข้อมูลจาก : Nattacha Boonchaiinsawat – ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์