วงการอีคอมเมิร์ซของประเทศไทย เจอกับกระแสข่าวไม่สู้ดีติดๆกันในรอบสัปดาห์นี้ ตั้งแต่ กระแสข่าว เซ็นทรัลจะไม่ร่วมลงทุนต่อใน “เจดีเซ็นทรัล” กับ “เจดี ดอทคอม” พี่เบิ้มวงการอีคอมเมิร์ซในจีนและเบอร์ 3 ของโลก
และข่าวช้อปปี้ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ยักษ์ใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ปลดพนักงานบางส่วน เพื่อลดขนาดองค์กรให้เล็กลง โดยเฉพาะใน ช้อปปี้ ฟู้ด ธุรกิจส่งอาหารดิลิเวอรี่ ที่เพิ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในไทยเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว และ ช้อปปี้ เพย์ ที่เป็นแพลตฟอร์มรับชำระเงิน โดยมีข่าวลดพนักงานลงจำนวนครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว!!!
แม้ว่าผู้สื่อข่าวจะติดต่อสองยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซไป แต่ทั้งสองบริษัทก็ยังไม่ออกมาชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในวงการอีคอมเมิร์ซ ระบุว่า ในกรณีของ เจดี เซ็นทรัล ได้ลดบทบาทของตัวเองลง และยังไม่มีการลงทุนเพิ่ม และในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ก็มีผู้บริหารจากจีนเข้ามาดูแลในส่วนต่างของเจดีเซ็นทรัลมากขึ้น หลังจากการจับมือตลอด 5 ปี ที่ผ่านมายังขาดทุนต่อเนื่อง ไม่อาจสอดแทรกขึ้นไปอยู่เหนือ ช้อปปี้ และ ลาซาด้า ได้เลย สำหรับกรณี ของช้อปปี้ ก็มีพนักงานออกมาโพสต์ว่าโดนเลิกจ้างกะทันหันไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ วอนโลกโซเซียล!!
งานนี้เป็นการส่งสัญญาอะไรต่อวงการอีคอมเมิร์ซของไทย ทาง “ป้อม-ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บ tarad.com ที่ถือเป็น “กูรู”แห่งวงการ “อีคอมเมิร์ซเมืองไทย” ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง “เดลินิวส์” ถึงกระแสข่าวดังกล่าวที่เกิดขึ้น

โดยในกรณี “เจดีเซ็นทรัล” นั้น “ป้อม-ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” วิเคราะห์ว่า น่าจะเป็นเรื่อง culture หรือ วัฒนธรรม เรื่องการบริหารจัดการที่ไม่ตรงกัน ทางเซ็นทรัลอาจจะเน้นธุรกิจที่ทำกำไรเป็นหลัก ในเมื่อธุรกิจนี้ขาดทุนติดต่อกันหลายปี จึงไม่ใช่ทางของเซ็นทรัล ซึ่งจะเห็นคนกลุ่มตระกูลจิราธิวัฒน์ เริ่มหันกลับไปโพกัสทำแอพพลิเคชั่นเซ็นทรัล และ แอพเดอะวัน ฯลฯ มากขึ้น หลังจากได้เรียนรู้ และมีประสบการณ์ในการทำเจดีเซ็นทรัลในช่วงที่ผ่านมา จึงอาจจะชะลอการลงทุนในเจดีเซ็นทรัล เพราะอีคอมเมิร์ซเป็นธุรกิจที่ใช้เงินทุนสูง แล้วให้ทางจีนเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น
ส่วนในกรณีช้อปปี้ “กูรู อีคอมเมิร์ซ” ของเมืองไทยมองว่า ช้อปปี้กำลังจะออกหรือชะลอจากธุรกิจที่ตนเองยังไม่แกร่ง เช่น ช้อปปี้ ฟู้ด หลังจากที่ได้ใช้คนเข้าไปพัฒนาอีโคซิสเต็มส์ เช่น การติดต่อร้านค้าต่างๆ ฯลฯ เมื่อทำเสร็จแล้วก็มีการลดคนลงมา และตอนนี้ ช้อปปี้ต้องแข่งขันอย่างหนักกับลาซาด้าอยู่แล้ว การเปิดช้อปปี้ ฟู้ด ก็เปรียบเสมือนต้องเปิดศึกกับยักษ์ที่แข็งแร่ง อยู่ในตลาดมานาน อย่าง แกร็บ ฟู้ด ไลน์แมน วงใน ฟู้ดแพนด้า และ โรบินฮู้ด แอพของคนไทยเอง ซึ่งการเปิดหน้ารบใหม่อีกด้านที่ตนเองยังไม่แข็งแกร่งอาจทำได้ไม่ดี
โดยเฉพาะในช่วงนี้ตลาดทุนยังไม่เอื้ออำนวย และที่ผ่านมาเงินทุนส่วนหนึ่งของช้อปปี้ต้องระดมมาจากนักลงทุน ซึ่งแตกต่างจากลาซาด้าที่มีเงินทุนจากบริษัทแม่ อาลีบาบา ส่งเงินทุนเข้าให้ตลอด

“ด้วยสถานการณ์ในช่วงนี้ในแง่ของการลงทุนอาจจะฝืด เงินลดน้อยลง จึงจำเป็นต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงต้องตัดอวัยวะ คือธุรกิจที่ไม่กำไร เพื่อรักษาร่างกายหรือธุรกิจที่ดีอยู่แล้วให้ไปได้ดียิ่งขึ้น จึงกลับมาโฟกัสในธุรกิจอีคอมเมิร์ซเพื่อแข่งกับลาซาด้า คงไม่มีการถอนตัวออกจากตลาดแน่นอน โดยเฉพาะตอนนี้ ช้อปปี้ ถือเป็นผู้นำในตลาดอยู่ด้วย ส่วนตลาดประเทศอื่นๆ ที่ถอนตัว เช่น อินเดีย อาจจะเป็นตลาดใหม่ และยังไม่สามารถสู้เจ้าเก่าได้ จึงหันมาเน้นในตลาดที่เป็นผู้นำอยู่ดีกว่า ”
“ป้อม-ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” ยังบอกถึงธรรมชาติธุรกิจอีคอมเมิร์ซ์ว่า ในช่วงแรกๆ ต้องใช้เงินทุนสูง ใครเงินทุนหนาก็ได้เปรียบ ในการทำโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม เสมือน เป็นการ “เผาเงินทิ้ง” เพราะไม่มีกำไร ขาดทุนติดต่อการหลายๆปี จนว่า “ลูกค้าจะติด” “ยอมเสียในช่วงแรก ให้ได้มาในภายหลัง” ตัวอย่าง เช่น อเมซอน ยักษ์อีคอมเมิร์ซระดับโลก ที่ขาดทุนเป็น 10 ปี ถึงตอนนี้มีกำไร และแข็งแกร่งสุดในอเมริกา ทิ้งอีเบย์ไปแล้ว เช่นเดียวกับช้อปปี้ ที่มีการลงทุนพัฒนาอีโคซิสเต็มส์ หรือระบบนิเวศในไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านโปรโมชั่น การขนส่ง การชำระเงิน เพื่อรอที่จะทำกำไรในอนาคตเช่นกัน!!
ส่วนเรื่องผลกระทบในเรื่องนี้ต่อผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซไทยนั้น คิดว่าคงไม่มีผลกระทบ เพราะไม่ได้ลดเม็ดเงินในส่วนของมาร์เก็ตเพรส ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซไทย ก็ยังคงจะใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ในการขายสินค้าต่อไป ในส่วนของอีมาร์เก็ตเพรสของไทยที่ปัจจุบันเหลืออยู่น้อยหลาย ก็คงไม่สามารถไปแข่งขันกับยักษ์อีคอมเมิร์ซเหล่านี้ได้ เพราะต้องใช้เงินทุนสูงเป็นพันเป็นหมื่นล้าน!?!

ในอีกมุมมองหนึ่งที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการอีคอมเมิร์ซเช่นกัน อย่าง “ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด ในฐานะนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (สมาคมอีคอมเมิร์ซไทย) มองในประเด็นข่าวที่เกิดขึ้นว่า ตอนนี้ตลาดเทค หรือ บริษัทเทคโนโลยีต่างๆ เงินทุนไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนกันช่วง 1-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งช้อปปี้ มีบริษัทแม่ คือ กลุ่มซี (SEA) ที่อยู่ใน ตลาดหุ้นแนสแด็ก ของสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันด้วยภาวะต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ไม่ดี ราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อ ทำให้นักลงทุนระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น
“ในช่วงที่ผ่านมาหุ้นบริษัทเทคต่างๆ ปรับตัวลดลงมาก เช่น เน็ตฟลิกซ์ ทำให้บริษัทเทค เหล่านี้เริ่มระมัดระวังในการขยับขยายการลงทุนมากขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ บริษัทเทคต่างๆเริ่มปรับตัวเรื่องการลงทุน ซึ่งเรื่องคนที่ถือเป็นต้นทุนก้อนใหญ่อย่างหนึ่ง”
นายกสมาคมอีคอมเมิร์ซไทย ยังวิเคราะห์ต่อว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซ และตลาดฟู๊ดเดลิเวอรี่ เป็นตลาดที่ต้องอาศัยการ “เอดูเคท” ให้ความรู้ การลงทุน และการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในวงกว้าง เป็นจำนวนหลายสิบล้านคน ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก จึงเป็นธรรมดาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลาซาด้า และช้อปปี้ เองก็ยังขาดทุนต่อเนื่อง ซึ่งในธุรกิจแพลตฟอร์มคนที่จะมาทำได้ต้องมีเงินทุนสูง เพื่อทำให้แพลตฟอร์มติดตลาด หรือคนใช้ติด
แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดของแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ ที่มีหลายรายเช่น แกร็บ ไลน์แมนวงใน ช้อปปี้ ฟู้ด ฯลฯ ผู้บริโภคจะเปลี่ยนตัวเลือกง่าย เมื่อเจ้าหนึ่งโปรโมชั่นหมด ก็จะเปลี่ยนไปใช้ของอีกเจ้า ที่ไหนให้ส่วนลดก็จะไปใช้แพลตฟอร์มนั้น ความภักดีในตราสินค้า (Brand Loyalty) ถือว่ามีน้อย!!

“ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะยังคงเติบโตอยู่ไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องการลดคน การค้าขายออนไลน์ไม่ตกลง ไม่มีผลกระทบกับกระแสข่าวเหล่านี้ โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าประมาณ 8-9 แสนล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 20-30% จากปีที่แล้ว เพราะปัจจุบันการซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมของการช้อปปิ้งของคนไทยไปแล้ว แต่ในมุมของผู้ขายที่พึ่งพาแพลตฟอร์มเหล่านี้อาจจะได้ผลกระทบจากแพลตฟอร์มเหล่านี้ตัดตุนทุนแล้ว ก็ต้องหาวิธีเพิ่มรายได้ ซึ่งอาจจะเพิ่มการเก็ยค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์มจากผู้ขายได้”
สุดท้ายแล้ว นายกสมาคมอีคอมเมิร์ซไทย ก็ฟันธงว่าจะยังไงก็ตามช้อปปี้ก็ยังจะรุกตลาดในไทยต่อไป เพราะเขาเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดอยู่ การที่แพลตฟอร์มของไทยจะไปแข่งขันคงเป็นไปได้อยาก จึงแนะนำว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ยังมีรูปแบบของธุรกิจที่หลากหลาย ไม่ใช่เฉพาะการทำอีมาร์เก็ตเพรส ยังมีการทำระบบโลจิสติกส์ขนส่ง การทำดาต้าเบส ระบบซีอาร์เอ็มฯลฯ
จึงไม่จำเป็นต้องไปชนกับคนที่ทุ่มเงินเป็นหมื่นล้าน ยังมีเซกเมนต์ย่อยๆให้เล่นอีกเยอะ ที่สามารถจะทำธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกับตลาดอีคอมเมิร์ซได้!?!
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



