สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ว่า สงครามกลางเมืองในซีเรีย ซึ่งมีชนวนเหตุจากการประท้วงขับไล่ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด เมื่อเดือน มี.ค. 2554 กลายเป็นความขัดแย้งหลายฝ่ายที่ยืดเยื้อ และพัวพันกับอำนาจของโลกในเวลาต่อมา

“ขอบเขตการเสียชีวิตของพลเรือนซีเรียในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แสดงถึงสัดส่วน 1.5% อันน่าตกใจของประชากรทั้งหมด ที่ช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง ซึ่งเพิ่มความกังวลอย่างมากต่อการเคารพบรรทัดฐานกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ในการคุ้มครองพลเรือน” จากรายงานของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี)

อย่างไรก็ตาม การประมาณการ “เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการเสียชีวิตทั้งหมด” เนื่องจากเป็นการนับผู้เสียชีวิตจากสงครามโดยตรงเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงการเสียชีวิตทางอ้อมจากการขาดบริการดูแลสุขภาพ หรือการเข้าถึงอาหาร-น้ำ และการเสียชีวิตที่ไม่ใช่พลเรือนของประเทศ

ทั้งนี้ สาเหตุอันดับหนึ่งของการเสียชีวิตมาจากสิ่งที่เรียกว่า “อาวุธหลายอย่าง” ไม่ว่าจะเป็นการปะทะกัน การซุ่มโจมตี และการสังหารหมู่ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 35.1% ขณะที่สาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองคือ อาวุธหนัก ที่สัดส่วน 23.3%

ด้านนางมิเชล บาเชเลต์ ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า การวิเคราะห์ครั้งล่าสุด “แสดงถึงความรุนแรง และระดับของความขัดแย้งที่ชัดเจนกว่าเดิม”.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES