ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช เขตประเวศ เมื่อวันที่ 14 ก.ค. นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วยนายประแสง มงคลศิริ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือ เคที เจ้าหน้าที่สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักงานเขตประเวศ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการบริหารจัดการมูลฝอยชุมชน เพื่อผลิตพลังงานขนาดไม่น้อยกว่า 800 ตัน/วัน

นายจักกพันธุ์ กล่าวว่า ภายหลัง ผู้ว่าฯ กทม. ได้มาตรวจการบริหารจัดการขยะมูลฝอยภายในศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช และตรวจสอบปัญหากลิ่นที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่อาศัยโดยรอบนั้น สำนักสิ่งแวดล้อม (สสล.)ได้หารือร่วมกับและ เคที โดยสิ่งแรกที่ เคที ทำเสร็จแล้ว คือ การติดตั้งม่านอากาศในอาคารรับขยะ และอาคารเก็บขยะเชื้อเพลิง (RDF) ซึ่งของเดิมมีเพียงสเปรย์น้ำอย่างเดียว ม่านอากาศจะทำหน้าที่ปล่อยอากาศออกมาเพื่อลดกลิ่นให้น้อยลง โดยได้ติดตั้งม่านอากาศบริเวณประตูทางเข้าอาคารทั้ง 2 แห่ง ในส่วนของตัวโดมอาคารรับขยะ เมื่อมาตรวจครั้งที่แล้วยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ขณะนี้ทาง เคที ได้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว
สำหรับขยะที่รถบรรทุกนำเข้ามาเท จะมีรถไถขยะลงในหลุมรับขยะทั้งหมด ไม่ให้มีขยะกองหลงเหลืออยู่บนพื้น ส่วนรถบรรทุกขยะเมื่อนำขยะเข้ามาเทแล้ว จะให้กลับออกทางเดิม เมื่อขยะลงหลุมรับขยะแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนของถังหมัก ในจุดนี้จะมีปริมาณของกลิ่นมากที่สุด ทาง เคที ได้ติดตั้งเครื่องดูดอากาศในจุดนี้แล้วเสร็จทั้งหมด 14 ตัว โดยตัวเครื่องนี้จะดูดอากาศที่มีกลิ่นเข้าไปผสมกับน้ำ จากนั้นจะกลายเป็นน้ำเสีย นำเข้าสู่กระบวนการบำบัดเพื่อใช้ในโรงงาน จะไม่มีการปล่อยออกนอกโรงงาน



นายจักกพันธุ์ กล่าวอีกว่า โดยสรุปแล้วจะมีระบบใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในศูนย์ฯ 3 อย่าง ได้แก่ ม่านอากาศ ระบบบำบัดกลิ่น และเครื่องวัดกลิ่น จากเดิมทาง เคที จะมีแค่สเปรย์น้ำเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ใน 3 อย่างดังกล่าว ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้ว 1 อย่าง คือ ม่านอากาศ ส่วนระบบบำบัดกลิ่นได้ติดตั้งแล้ว กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีหนังสือให้ เคทีทดลองการเดินระบบ เพื่อดูประสิทธิภาพของระบบบำบัดกลิ่น คาดว่าจะทดลองภายในปลายเดือนนี้ ส่วนเครื่องวัดกลิ่น อยู่ระหว่างหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงปลูกต้นไม้เพิ่มเติมบริเวณทางเข้าและพื้นที่โดยรอบ

นอกจากนี้ สสล.ได้มีหนังสือถึงประธานหมู่บ้านอิมพีเรียลพาร์ค และหน่วยงานราชการ อาทิ กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักอนามัย สำนักงานเขตประเวศ เพื่อขอรายชื่อผู้แทนหมู่บ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการติดตามตรวจสอบการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโรงงานกำจัดมูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตพลังงาน ขนาดไม่น้อยกว่า 800 ตัน/วัน ขณะนี้อยู่ระหว่างรอรายชื่อผู้แทนดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมในทำงานระหว่าง กทม.กับประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเมื่อไหร่ที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อ กทม.ก็จะมีมากขึ้น เป็นการทำงานที่โปร่งใส เปิดเผยข้อมูล ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกัน เมื่อเกิดปัญหา เราต้องบอกให้ประชาชนทราบถึงวิธีการแก้ไขปัญหา ขั้นตอนกระบวนการทำงาน ถ้าเป็นอย่างนี้ได้แล้ว จะเกิดประโยชน์ในด้านการบริการประชาชน การทำงานของ กทม.จะมีการพัฒนามากกว่าในอดีต หากประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานและแก้ไขปัญหาไปกับเรา การทำงานทุกอย่างจะเกิดประสิทธิภาพ เป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ประชาชนสามารถที่จะร่วมมือกับเราได้ทุกเรื่อง เป็นการพัฒนากรุงเทพมหานครต่อไปในอนาคต และผลสำเร็จที่เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างแท้จริง

“ต้องยอมรับว่าโรงงานขยะมูลฝอยอ่อนนุชต้องอยู่กับเราไปอีกนาน ปริมาณขยะของกรุงเทพฯ มีมากกว่า 9,500-10,000 ตันต่อวัน เฉพาะที่อ่อนนุช 4,000 ตัน ที่หนองแขม 3,500 ตัน และที่สายไหม 3,000 ตัน ดังนั้น หากโรงงานใดมีปัญหาอาจทำให้ขยะตกค้างได้ จึงต้องรีบแก้ไขปัญหาที่กระทบกับประชาชนให้ได้เร็วที่สุด เพื่อให้สามารถกำจัดขยะได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต คาดว่าภายในช่วงปลายเดือนนี้จะมีการทดสอบระบบโดยประชาชนมีส่วนร่วม” นายจักกพันธุ์ กล่าว

ด้านนายประแสง มงคลศิริ กรรมการผู้อำนวยการบริษัท เคที กล่าวว่า รับทราบปัญหาที่ประชาชนโดยรอบประสบมาโดยตลอด และได้รับมอบหมายจากผู้บริหารให้รับฟังปัญหาและสะท้อนในเชิงเทคนิคสู่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ปัญหาที่เกิดจะต้องแก้โดยเอกชนที่เป็นคู่สัญญา ได้พูดคุยถึงกระบวนการเชิงเทคนิคในการแก้ปัญหาดังกล่าวแล้ว และทางคู่สัญญาเองก็ยินดีที่จะแก้ไขปัญหาแม้จะเป็นเงื่อนไขที่อยู่นอกเหนือสัญญา เพื่อให้สามารถบริการประชาชนได้อย่างดีที่สุด และสิ่งสำคัญหากจะกลับมาดำเนินงานอีกครั้งคือการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ได้รับผลกระทบมาเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ



