สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองคุนหมิง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ว่าคณะนักวิทยาศาสตร์เปิดเผยข้อมูลจีโนม หรือข้อมูลทางพันธุกรรมของมนุษย์ยุคไพลสโตซีนตอนปลาย (Late Pleistocene) จากภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยผลการศึกษาดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ผ่านวารสาร เคอร์เรนท์ ไบโอโลจี (Current Biology) ฉบับออนไลน์

คณะนักวิทยาศาสตร์จัดลำดับข้อมูลทางพันธุกรรมจากซากร่างชาว “เหมิงจื้อเหริน” อายุ 14,000 ปี ซึ่งถูกค้นพบเมื่อปี 2532 จากถ้ำแห่งหนึ่ง ในเมืองเหมิงจื้อ ของมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) นอกจากนั้น การขุดสำรวจถ้ำดังกล่าว ยังพบฟอสซิลมนุษย์มากกว่า 30 ชิ้น รวมถึงฟอสซิลสัตว์ เช่น กวางแดง ลิงแม็กแคก และหมีดำ อีกด้วย
หากรวมกับข้อมูลที่มีอยู่เดิม บรรดาผู้เชี่ยวชาญพบการแบ่งชั้นทางพันธุกรรมชัดเจนในประชากรยุคโบราณทางใต้ของเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และความแตกต่างระหว่างภูมิภาคตอนใต้กับตอนเหนือช่วงปลายยุคไพลสโตซีน โดยชาวเหมิงจื้อเหริน ถูกระบุเป็นผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในทางใต้ของเอเชียตะวันออก ที่มีพันธุกรรมสอดคล้องกับประชากรยุคปัจจุบัน

นายจาง เสี่ยวหมิง ผู้เขียนผลการศึกษาและนักวิจัยประจำสถาบันสัตววิทยาคุนหมิง สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน กล่าวว่า ผลวิจัยทางมานุษยวิทยากายภาพของกะโหลกมนุษย์ที่ขุดพบ บ่งชี้ว่า เจ้าของกะโหลกเป็นหญิงสาวสูงราว 155 เซนติเมตร และหนัก 46 กิโลกรัม ซึ่งใช้ชีวิตด้วยการล่าสัตว์และรวบรวมอาหารเมื่อประมาณ 14,000 ปีก่อน และชาวเหมิงจื้อเหริน มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม ที่ใกล้ชิดกับชนพื้นเมืองอเมริกันกลุ่มแรก
ทั้งนี้ เหล่านักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า มนุษย์โบราณที่อาศัยอยู่ในถ้ำแถบทางใต้ของเอเชียตะวันออก ได้เริ่มอพยพขึ้นเหนือเมื่ออากาศอบอุ่น และอาจมีเส้นทางอพยพตามแนวชายฝั่ง ซึ่งบางส่วนอาจข้ามช่องแคบแบริงและไปจนถึงอเมริกา.
ข้อมูล-ภาพ : XINHUA



