สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของสหราชอาณาจักร ( เดอะ เมต ) รายงานการวัดอุณหภูมิสูงสุดประจำวันจันทร์ที่ผ่านมา 38.1 องศาเซลเซียส ที่เทศมณฑลซัฟฟอล์ก ทางตะวันออกของเกาะอังกฤษ
London sizzled in the heatwave with Britain on course for its hottest day on record https://t.co/LcJ1QKM3PS pic.twitter.com/iXxtzwIK2P
— Reuters (@Reuters) July 18, 2022
แม้ยังไม่ทำลายสถิติ 38.7 องศาเซลเซียส ซึ่งเดอะ เมต วัดได้ที่สวนโบตานิกของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2562 อย่างไรก็ตาม เดอะ เมต พยากรณ์สภาพอากาศโดยทั่วไปของสหราชอาณาจักรจะยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลรุนแรงของคลื่นความร้อน แม้เดิมทีมีการคาดการณ์อุณหภูมิสูงสุดไว้ที่ 40 องศาเซลเซียส แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้น ที่อุณหภูมิจะพุ่งสูงกว่านั้น

ด้านสำนักงานความปลอดภัยสุขภาพของสหราชอาณาจักร ( ยูเคเอชเอสเอ ) เตือนภัยสภาพอากาศร้อนจัดระดับ 4 สำหรับเกาะอังกฤษ ในช่วงสัปดาห์นี้ ขณะที่เดอะ เมตเตือนภัย “สภาพอากาศร้อนจัด” ระดับ “สีแดง” ซึ่งถือเป็นการประกาศ “สถานการณ์ฉุกเฉินด้านสภาพอากาศแห่งชาติ” ครอบคลุมเกาะอังกฤษ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และขอความร่วมมือให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ งดการออกนอกเคหสถานโดยไม่จำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคลมแดด
'Water is precious and we really should be treating it with respect.'
— Good Morning Britain (@GMB) July 18, 2022
The RNLI and coastguard have warned people of the potential dangers of cooling off in the sea during the heatwave. pic.twitter.com/nzWbqOHzS9
นอกจากนี้ หน่วยงานหลายแห่งยังเตือนประชาชน หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ และการแช่น้ำในพื้นที่เปิด หลังเกิดเหตุวัยรุ่น 2 คนเสียชีวิต หลังลงไปว่ายน้ำในแม่น้ำสายหนึ่งเพื่อหวังคลายร้อน แต่เกิดตะคริว ซึ่งเป็นผลจากการออกกำลังกายท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายสูญเสียเกลือแร่จำนวนมาก ขนกล้ามเนื้อหดเกร็ง

ทั้งนี้ สถานที่ราชการทุกแห่งในสหราชอาณาจักร รวมถึงโรงเรียน ยังคงเปิดการเรียนการสอนตามปกติ แต่เลิกเร็วขึ้น ในเวลาเดียวกัน สภาสามัญผ่อนคลายกฎเป็นการชั่วคราว ให้สมาชิกสภาไม่จำเป็นต้องสวมสูทและผูกเนกไท เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด ขณะที่ระบบขนส่งสาธารณะในสหราชอาณาจักร รวมถึงเที่ยวบินพาณิชย์ ให้บริการอย่างจำกัดในระยะนี้.
เครดิตภาพ : REUTERS



