สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ว่าทำเนียบคิรินาเลเผยแพร่แถลงการณ์ ว่านายกรัฐมนตรีมาริโอ ดรากี ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง ต่อประธานาธิบดีเซอร์จิโอ มัตตาเรลลา เมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งมัตตาเรลลา “รับทราบ” และขอให้ดรากี ยังคงปฏิบัติหน้าที่รักษาการต่อไปก่อน โดยยังไม่มีการระบุอย่างชัดเจน ว่าประธานาธิบดีซึ่งมีอำนาจทั้งเฟ้นหาผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และการยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด จะเลือกเส้นทางใด
อนึ่ง หากมีการยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนด หลายฝ่ายคาดการณ์ ว่าน่าจะเกิดขึ้นระหว่างเดือน ก.ย.-ต.ค. นี้ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ที่อิตาลีจัดการเลือกตั้งในฤดูใบไม้ร่วง
ทั้งนี้ เสถียรภาพภายในรัฐบาลอิตาลีสั่นคลอนอย่างหนักตั้งแต่กลางเดือนนี้ เมื่อดรากีแสดงความจำนงขอลาออกจากตำแหน่ง โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาล “ขาดเอกภาพอย่างสิ้นเชิง” จากการที่พรรคร่วมรัฐบาลขนาดใหญ่ที่สุด คือพรรคขบวนการ 5 ดาว ซึ่งดำเนินนโยบายประชานิยมเป็นพื้นฐาน เรียกร้องดรากีเพิ่มความช่วยเหลือครัวเรือนในประเทศ ที่กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากวิกฤติเงินเฟ้อ แต่ผู้นำอิตาลีมองว่า นั่นหมายถึงการที่รัฐบาลต้องเพิ่มการกู้ยืม ส่งผลให้พรรคขบวนการ 5 ดาวปฏิเสธสนับสนุนรัฐบาล

แม้มัตตาเรลลา “พยามซื้อเวลา” ด้วยการขอให้ดรากีแถลงต่อทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสามารถยื้อการลาออกของดรากีออกไปได้เพียงสัปดาห์เดียว เมื่อผู้นำอิตาลีแถลงต่อวุฒิสภา เมื่อวันพุธที่ผ่านมา แล้วหลังจากนั้นมีการลงมติของที่ประชุม แม้เสียงข้างมากยังคงให้ความไว้วางใจดรากีให้ดำรงตำแหน่งต่อ แต่การที่วุฒิสมาชิกสังกัดพรรคร่วมรัฐบาลใหญ่ที่สุด 3 พรรค คือพรรคขบวนการ 5 ด้าน พรรคสันนิบาต และพรรคฟอร์ซา อิตาเลีย ร่วมกันบอยคอตการลงมติครั้งนี้

ต่อมาในวันพฤหัสบดี ดรากีแถลงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพียงว่า “ยืนยันความตั้งใจเดิมตั้งแต่ต้น” ที่สื่อถึงการลาออกจากตำแหน่ง แล้วเดินทางไปพบมัตตาเรลลา นำไปสู่การสิ้นสุดยุครัฐบาลของดรากี ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “ซูเปอร์มาริโอ” จากผลงานก่อนหน้านี้ ในฐานะประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)
อนึ่ง ดรากีซึ่งรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือน ก.พ. 2564 จากการทาบทามของมัตตาเรลลา ถือเป็นผู้นำรัฐบาลคนที่ 59 ในประวัติศาสตร์ของอิตาลี เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกคนที่ 3 ในรอบเกือบ 5 ปี และเป็นรัฐบาลชุดที่ 7 ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี.
เครดิตภาพ : REUTERS



