เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 2 ส.ค. ที่ห้องบอลรูม โรงแรมสยามเคมปินสกี้ พล.อ.ปรัชญา เฉลิมวัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด
ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยมี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ในฐานะประธานกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไชเบอร์ นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมเป็นสักขีพยาน

ทั้งนี้การลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทักษะด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้แก่บุคลากรด้านไอทีของไทย ผ่านการผลักดันแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ e-Lab ของหัวเว่ย การจัดโครงการการแข่งขัน และการจัดหลักสูตรฝึกอบรมจากหัวเว่ย โดยนายชัยวุฒิ กล่าวถึงประเด็นเรื่องสถานการณ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศไทยว่า “ประเด็นเรื่องข้อมูลรั่วไหลและการโจมตีทางไซเบอร์มีจำนวนครั้งที่เกิดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ และมีความสลับชับซ้อนมากขึ้น ทำให้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านองค์ความรู้และทักษะทางดิจิทัสเริ่มส่งผลกระทบกับองค์กรต่าง ๆ อย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม นั่นเป็นสาเหตุที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ร่วมจับมือกับผู้นำด้านนวัตกรรมด้านดิจิตัลอย่างหัวเว่ยในการรับมือกับปัญหานี้ ด้วยการแบ่งปันองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยทางไชเบอร์ รวมถึงแบ่งปันกรณีตัวอย่างจากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านดิจิทัลในภาพรวมและนำเสนอทรัพยากรด้านการเรียนรู้ที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น
“ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนประยุกต์ใช้ข้อปฏิบัติสำคัญในด้านความปลอดภัยทางไชเบอร์ โดยมีเป้าหมายคือการวางโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับประเทศไทย เพื่อช่วยผลักดันประเทศไทยให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลแห่งอนาคตที่มีความปลอดภัย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าว

พล.อ.ปรัชญา กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความร่วมมือในหมู่องค์กรเอกชน องค์กรสาธารณะ และหน่วยงานรัฐต่าง ๆ เพื่อให้สามารถสร้างไซเบอร์สเปซที่มีความน่าเชื่อถือในระดับโลกให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ทั้งนี้ ทาง สกมช. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกับ หัวเว่ยในครั้งนี้ เราเชื่อว่าการทำงานร่วมกันระหว่างหัวเว่ย ซึ่งเป็นบริษัทด้านไอซีทีและผู้ให้บริการโซลูซันชั้นนำของโลกและ สกมช. จะช่วยพัฒนาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในประเทศไทยให้ดีขึ้นได้
สอดรับกับ นายอาเบล กล่าวถึงความร่วมมือจากการลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ด้านความปลอดภัยทางไชเบอร์ในครั้งนี้ว่า “การลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกันในครั้งนี้จะช่วยให้ภาคสาธารณะในไทยสามารถเข้าถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้ง่ายขึ้น โดยหัวเว่ยจะมุ่งมั่นเพิ่มความตระหนักรู้เกี่ยวกับตัวอย่างและหลักปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยผ่านการผสานความร่วมมือกับ สกมช.ในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เราจะผลักดันให้เกิดโครงการการแข่งขันทักษะทางไซเบอร์ พัฒนาเทคโนโลยีสำคัญที่ครอบคลุมเทรนด์ระดับโลก อันได้แก่ 5G คลาวด์ อุปกรณ์มือถือและทักษะด้านความเป็นผู้นำด้านความปลอดภัยทางไชเบอร์ โดยมีเป้าหมายคือเน้นพัฒนาทักษะในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการแบ่งปันองค์ความรู้ต่าง ๆ

นอกจากนี้ ทางหัวเว่ยจะสนับสนุนคอร์สการฝึกอบรมด้านไซเบอร์ผ่านแพลตฟอร์มระดับโลก Huawei e-Lab ซึ่งวางเป้าหมายไว้เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพด้านไซเบอร์ด้วยการจัดฝึกอบรมในรูปแบบเวิร์กช็อปเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสลงมือปฏิบัติจริง อีกทั้งจะร่วมมือกับ สกมช. ในด้านการสร้างและส่งมอบหลักสูตรฝึกอบรมด้านความปลอดภัยทางไชเบอร์ที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยโดยแผนในปีนี้จะครอบคลุมเรื่องศักยภาพของความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับบุคลากร 4 ระดับ ได้แก่ ระดับพื้นฐานระดับกลางระดับสูง และระดับผู้เชี่ยวชาญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว
สำหรับแพลตฟอร์ม e-Lab ถือเป็นบริการด้านการศึกษาสำหรับลูกค้าของหัวเว่ย โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวใช้โครงสร้างพื้นฐานของห้องแล็บฮาร์ดแวร์ในระดับมหภาคของหัวเว่ยและเทคโนโลยีคลาวด์ ซึ่งทำให้ผู้เข้าฝึกอบรมสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์ม e-Lab จากที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ เพื่อเรียนรู้หลักสูตรอบรมภาคปฏิบัติต่างๆ เช่น การฝึกอบรมด้านปฏิบัติการ โปรแกรมจำลองด้านเครือข่าย และข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นต้น ซึ่งช่วยให้สามารถลดต้นทุนด้านการฝึกอบรมและประหยัดแรงงาน โดยปัจจุบันแพลตฟอร์ม e-Lab ของหัวเว่ยซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายมากกว่า 260 รายใน 170 ประเทศ โดยมีผู้ฝึกอบรมที่พัฒนาศักยภาพด้านไอซีทีบนแพลตฟอร์มดังกล่าวไปแล้วกว่า 1.3 ล้านราย



