เมื่อรัฐบาลกรีซภายใต้การนำของ นายคิเรียกอส มิตโซทาคิส นายกรัฐมนตรีแห่งกรีซ เตรียมประกาศมาตรการ “คุมเข้มโลกดิจิทัล” ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 เป็นต้นไป นี่ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศธรรมดา แต่คือ “สัญญาณเตือนระดับโลก” ว่าปัญหาเด็กติดจอกำลังถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ

โดยในส่วนของประเทศไทยมีความพร้อมแค่ไหน หากจะดำเนินการตามมาตรการของรัฐบาลกรีซ ซึ่งคำถามสำคัญ คือ ประเทศไทยจะ “เอาด้วย” หรือ “สวนทาง” เพราะปัจจุบันนโยบายเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กไทยยังเน้น “การใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา” มากกว่าการจำกัด เช่น ผลักดัน Digital Learning AI Education แจกอุปกรณ์แท็บเล็ต ส่งเสริมทักษะดิจิทัลตั้งแต่เด็ก แต่ในอีกด้านหนึ่งปัญหาเด็กติดเกม ติดโซเชียลเพิ่มขึ้นจริง หากพูดให้ชัดเจนประเทศไทยยัง “เปิดเกมรุก” แต่ยังไม่มี “เกมรับ” ที่แข็งแรงพอ

นอกจากนี้ ยังมีที่มาของรายงานอนาคตของการศึกษา GoStudent ปี 2025 โดยรายงานฉบับนี้ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ปกครอง และเด็กจำนวน 5,859 คน ใน 6 ประเทศในยุโรป ได้แก่ ออสเตรีย ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เยอรมนี และสหราชอาณาจักร โดยรวมแล้ว การศึกษาครั้งนี้มีผู้ปกครอง และเด็กจำนวน 1,000 คนในสหราชอาณาจักร รวมถึงครูอีก 300 คน ให้ข้อมูลเชิงลึกที่ทันสมัยเกี่ยวกับการวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมการศึกษาด้วยการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีอัจฉริยะ อย่าง AI และเครื่องมือทางเทคโนโลยีอื่นๆ ดังนั้น เมื่อครู และนักเรียนหันมาใช้เครื่องมือดิจิทัลแทนวิธีการสอนแบบดั้งเดิม ผลกระทบที่แท้จริงของการบูรณาการเทคโนโลยีต่อการศึกษาคืออะไร ประเด็นสำคัญ ครู 75% กล่าวว่า การประเมินผลโดยใช้การจำลองสถานการณ์ควรเข้ามาแทนที่การเขียนเรียงความและการสอบ ครูในสหราชอาณาจักร 70% เชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นหัวใจสำคัญในอาชีพการงานในอนาคตของนักเรียน ครู 67% และผู้ปกครอง 59% เชื่อว่าเด็กๆ จะไม่พร้อมสำหรับโลกของการทำงานหากปราศจากการเข้าถึงระบบออนไลน์ ปัจจุบันมีนักเรียนในสหราชอาณาจักรเพียง 30% เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในห้องเรียนได้ ขณะที่ครูในสหราชอาณาจักร 59% และผู้ปกครองในสหราชอาณาจักร 51% กล่าวว่าวิธีการที่ดีที่สุด คือ การผสมผสานการสอนโดยมนุษย์เข้ากับเครื่องมือ AI

ส่วนข้อมูลจากเว็บไซต์ childmind ระบุว่า พ่อแม่หลายคนกังวลว่าการใช้เทคโนโลยีอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กเล็ก เราทราบดีว่าเด็กก่อนวัยเรียนของเรากำลังเรียนรู้ทักษะทางสังคมและสติปัญญา ใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว และเราไม่อยากให้การใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่กับอุปกรณ์ดิจิทัลไปขัดขวางพัฒนาการนั้น แต่ช่วงวัยรุ่นก็เป็นช่วงเวลาสำคัญของการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีน้อยคนนักที่ใส่ใจว่าการใช้เทคโนโลยีของวัยรุ่น ซึ่งเข้มข้นและใกล้ชิดกว่าการที่เด็กอายุ 3 ขวบเล่นโทรศัพท์มือถือของพ่อส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างไร ที่จริงแล้ว ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า สื่อสังคมออนไลน์และข้อความที่กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตวัยรุ่นกำลังส่งเสริมความวิตกกังวลและลดความนับถือตนเอง ดังนั้นแนวโน้มข้อเสียของการใช้โซเชียลในเด็กจะมีมากกว่าข้อดี จึงต้องมีควบคุมให้เหมาะสม

มาฟังเสียงจากนักวิชาการด้านเด็กอย่าง ผศ.ดร.ยศวีร์ สายฟ้า คณบดีคณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมีหลายประเทศที่ดำเนินการมาแล้วอย่างประเทศฟินแลนด์ และออสเตรเลีย แต่เท่าที่ตนศึกษาข้อมูลเหล่านี้ ประเทศที่ออกมาตรการควบคุมการใช้เทคโนโลยีสำหรับเด็ก เป็นการทำเชิงนโยบายรูปแบบ “โครงการนำร่อง” (Pilot Project) เพื่อทดสอบผลลัพธ์ก่อนนำไปใช้จริงในวงกว้าง ทั้งนี้ ตนมองว่านโยบายดังกล่าวยังต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทุกนโยบายย่อมมีทั้งผลเชิงบวกและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา ซึ่งนโยบายลักษณะนี้ของรัฐบาลกรีซจึงอาจมีเป้าหมาย เพื่อเพิ่มโอกาสให้เด็กได้ทำกิจกรรมอื่นๆ มากขึ้น หรือส่งเสริมให้รู้เท่าทัน และใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

ผศ.ดร.ยศวีร์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการดำเนินนโยบายในลักษณะดังกล่าวอย่างจริงจัง แม้ในทางปฏิบัติโรงเรียนส่วนใหญ่จะมีการกำหนดให้เก็บอุปกรณ์สื่อสารระหว่างเวลาเรียน หรืออนุญาตให้ใช้เฉพาะเพื่อการเรียนการสอนเท่านั้น อีกทั้งไทยยังขาดข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของเด็กว่า อยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือมากเกินไป ซึ่งตนเห็นว่าควรมีการศึกษาวิจัยและสำรวจข้อมูลอย่างเป็นระบบก่อน เพื่อให้เข้าใจปัญหาที่แท้จริงของบริบทไทย และนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องยึดตามแนวทางของต่างประเทศ เพราะเราก็ต้องมองว่าประเทศกรีซพบปัญหาแบบไหนถึงมีการกำหนดมาตรการการคุมการใช้โซเชียลของเด็ก

ขณะที่ ศ.ดร.ยศชนัน วงษ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในฐานที่กำกับดูแลกระทรวงด้านสังคม กล่าวว่า เรื่องนี้หากจะดำเนินการต้องมีการสื่อสารอย่างชัดเจน เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งเราต้องแยกการใช้เทคโนโลยีระหว่างการเล่นและการเรียนรู้ด้วย ซึ่งจะต้องมีแนวทางปฎิบัติที่รอบคอบ เนื่องจากบริบทของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้จะต้องมีการศึกษาและวิจัยเรื่องดังกล่าวอย่างรอบด้าน

ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เรื่องนี้ต้องดูบริบทการใช้งาน เพราะการใช้เทคโนโลยีมากไปก็อาจทำให้ส่งผลเสีย แต่หากเราจะไม่มีการใช้เทคโนโลยีเลย แต่การค้นคว้าบางอย่างอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งการใช้เทคโนโลยีก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นหากจะดำเนินการตามรูปแบบของรัฐบาลกรีซเราต้องศึกษาอย่างรอบด้าน

ในยุคที่อัลกอริทึมถูกออกแบบมาให้ “เสพติด” การปล่อยให้เด็กเผชิญลำพังอาจไม่ยุติธรรม หากเราไม่จำกัดหน้าจอ…หน้าจออาจกำลังจำกัดอนาคตเด็ก.

“ทีมข่าวการศึกษา”