เมื่อวันที่ 10 ก.ค.สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสํารวจ เรื่อง “มุมมองประชาชนต่อบทบาท ส.ก. และการพัฒนากรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นําการเมือง แต่จัดทําเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน
การแถลงผลการสํารวจ KPI Poll ครั้งที่ 28 ที่ศูนย์ฯ ได้ทําการสํารวจ ระหว่างวันที่ 22-25 มิ.ย. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่วกรุงเทพมหานคร จํานวน 2,150 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสําคัญจากผลสํารวจ ดังนี้
1. กรุงเทพมหานครควรเปิดช่องทางให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในเรื่องใดมากที่สุด? (สํารวจโดย )
- 53.6% ระบุ กทม. ควรเปิดช่องทางให้ประชาชน “แจ้งปัญหาในพื้นที่และติดตามผลการแก้ไข” สูงสุดแบบทิ้งห่าง
- รองลงมา 14.3% ควรเปิดให้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบความคืบหน้าของนโยบายผู้ว่าฯ และ ส.ก.
- ตามด้วย 10.3% ร่วมเสนอความคิดเห็นต่อโครงการหรืองบประมาณของ กทม.
- 10.3% ร่วมออกแบบพื้นที่สาธารณะ เช่น ทางเท้า สวนสาธารณะ หรือระบบขนส่ง
- 9.5% ร่วมประเมินคุณภาพบริการสาธารณะของ กทม.
- และ 2.0% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
➡ คนกว่าครึ่งให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมในลักษณะ “แจ้งปัญหา ตรวจสอบความคืบหน้า และเห็นผลการแก้ไข” มากกว่าการมีส่วนร่วมเชิงนโยบายหรือการแสดงความคิดเห็นในภาพกว้างเพียงอย่างเดียว ต้องการระบบที่ทําให้เสียงสะท้อนของประชาชนถูกนําไปสู่การดําเนินการจริง โดยเฉพาะปัญหาในชีวิตประจําวัน เช่น ถนน ทางเท้า น้ําท่วมขัง แสงสว่าง ความปลอดภัย ขยะ พื้นที่สาธารณะ และบริการของ กทม.

2. คนกรุงอยากเห็น ส.ก. ทํางานเชิงสร้างสรรค์หนุนผู้ว่าฯ แก้ปัญหา แต่ยังต้องถ่วงดุลอํานาจ – ทุกเขตชั้นอยากเห็น ส.ก. สนับสนุนนโยบายผู้ว่าฯ ให้งานเดินหน้า แต่เขตชั้นในเน้นบทบาทตรวจสอบสูงกว่าเขตชั้นอื่น
- 27.7% ต้องการให้ ส.ก. คนใหม่ “สนับสนุนนโยบายของผู้ว่าฯ เพื่อให้ขับเคลื่อนได้รวดเร็ว” สูงสุด
- รองลงมา คือ 22.6% “ทํางานร่วมกันในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยไม่ยึดพรรคหรือกลุ่มการเมือง”
- ตามด้วย 19.6% เน้นแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ของตนเองเป็นหลัก
- 15.1% ตรวจสอบและถ่วงดุลการทํางานของผู้ว่าฯ กทม.
- 10.0% ประสานงานระหว่างประชาชน สํานักงานเขต และผู้ว่าฯ กทม.
- และ 5.0% ไม่มีความเห็น
- ตามเขตชั้น: คนกรุงฯ ต้องการให้ ส.ก. คนใหม่ ทํางานร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. ในลักษณะ “สนับสนุนนโยบายของผู้ว่าฯ เพื่อให้ขับเคลื่อนได้รวดเร็ว” สูงสุดในทุกเขตชั้น โดยเขตชั้นในอยู่ที่ 25.9% เขตชั้นกลาง 28.7% และเขตชั้นนอก 28.7%
- ขณะที่เขตชั้นในมีสัดส่วนผู้ที่ต้องการให้ ส.ก. “เน้นแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ของตนเองเป็นหลัก” ถึง 25.6% และ “ตรวจสอบและถ่วงดุลการทํางานของผู้ว่าฯ กทม.” 21.1% ซึ่งสูงกว่าเขตชั้นกลางและเขตชั้นนอก โดยทั้งสองเขตชั้นให้ความสําคัญกับ ส.ก. ในเรื่อง “ทํางานร่วมกันในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยไม่ยึดพรรคหรือกลุ่มการเมือง” มากกว่าเขตชั้นใน
➡ ประชาชนไม่ได้ต้องการให้ ส.ก. ตั้งหน้าตั้งตาเป็น “ฝ่ายค้าน” ของผู้ว่าฯ กทม. แต่ก็ไม่ได้ต้องการให้เป็น “ฝ่ายสนับสนุนแบบไร้เงื่อนไข” เช่นกัน สิ่งที่ประชาชนต้องการ คือ การเมืองท้องถิ่นแบบทํางานได้จริง คือ ร่วมมือในเรื่องที่เป็นประโยชน์และตรวจสอบในเรื่องที่จําเป็น นอกจากนี้ ความต้องการตามเขตชั้น ยังสะท้อนว่า การเมือง กทม. ในระยะต่อไป ต้องออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าฯ กับ ส.ก. ให้สมดุลระหว่าง “ความเร็วในการขับเคลื่อน” กับ “ความโปร่งใสในการตรวจสอบ”
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 28
โจทย์สําคัญของการบริหาร กทม. หลังการเลือกตั้ง ไม่ได้อยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบระบบให้ประชาชนสามารถแจ้งปัญหา ติดตามผล และตรวจสอบการทํางานของเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม
ผลโพลสะท้อนว่า ประชาชนให้ความสําคัญกับช่องทางแจ้งปัญหาและติดตามผลในสัดส่วนสูงมาก แสดงให้เห็นว่าปัญหาในพื้นที่จํานวนมากยังต้องการ “เจ้าภาพ” ที่ชัดเจน ต้องรู้ว่าใครรับผิดชอบ แก้ไขถึงขั้นตอนไหน และจะแล้วเสร็จเมื่อใด ดังนั้น ระบบรับเรื่องที่โปร่งใส ใช้งานง่าย และรายงานสถานะได้จริง จึงเป็นเครื่องมือสําคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อ กทม.
ขณะเดียวกัน ประชาชนไม่ได้ต้องการการเมืองท้องถิ่นแบบเผชิญหน้า แต่ต้องการการเมืองที่เน้นผลลัพธ์ คือ ส.ก. ควรร่วมมือกับผู้ว่าฯ ในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน พร้อมกับไม่ละทิ้งบทบาทการตรวจสอบ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ความโปร่งใส และปัญหาเฉพาะพื้นที่
ความคาดหวังต่อ กทม. ในระยะต่อไปจึงอยู่ที่การทําให้การบริหารเมือง “ใกล้ประชาชน ทํางานร่วมกันได้ และตรวจสอบได้” โดยเชื่อมการทํางานของผู้ว่าฯ ส.ก. สํานักงานเขต และประชาชนให้มากขึ้น เพื่อให้ทุกนโยบายและทุกปัญหามีความคืบหน้าที่ประชาชนติดตามได้จริง



